หลอดblack light มันเป็นหลอดที่ให้แสงในย่านสีน้ำเงิน ม่วง และเหนือม่วงขึ้นไปครับ เนื่องด้วยมันเป็นช่วงความยาวคลื่นที่เห็นด้วยตาได้ไม่ทั้งหมด สิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่เราบันทึก อาจจะไม่คล้ายกัน แสงblack light สำหรับคนที่เคยทำงานการแสดงบนเวทีจะคุ้นเคยกับมัน ตอนผมเป็นนศ.นั้น หากเราต้องการให้เสื้อผ้าของตัวแสดงเด่นขึ้นมา เราจะประดับด้วยกระดาษสะท้อนแสง ( พวกสีfluorescent ) หรือ ใช้สีสะท้อนแสงมาป้าย หรือ มาพ่นประดับ แล้วเราจะปิดไฟแสงสว่างบนเวทีให้หมด แต่จะเปิดไฟจากหลอดblack lihgtแทน แสงจากหลอดblack light ไม่ทำให้เราเห็นทัศนียภาพบนเวที แต่พลังงานของแสงย่านความถี่เหนือม่วงจะทำให้สีสะท้อนแสงเหล่านี้เปล่งแสงที่เรามองเห็นได้ออกมา เราจึงเห็นแถบสีส้ม สีเหลือง สีเขียวเหล่านั้นสว่างเรืองรองขึ้นมา เกิดเป็นจินตนาการหลากหลาย เช่น ดาบเลเซอร์ ถ้าหากจะเอาหลอดblack light มาใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสงเพื่อการถ่ายภาพ ก็ควรจะใช้ถ่ายในเวลากลางคืน หรือที่ที่ไม่มีแสงสว่างอื่นมารบกวน วัตถุที่จะเป็นแบบถ่าย ก้อควรจะเป็นวัตถุที่สะท้อนแสงได้เป็นอย่างดี หรือ เรืองแสงได้เมื่อกระทบกับแสงจากblack light ที่เหลือ ก็เป็นจินตนภาพของผู้ถ่ายแล้วครับ ผมเล่าประสพการณ์ในส่วนที่เอามาใช้ให้แล้วอ้อ การวัดแสงนั้น ผมคงบอกรายละเอียดไม่ได้ เพราะไม่เคยใช่ถ่ายเอง แต่ถ้าหากเป็นกล้องdigital ซึ่งเห็นภาพได้เลยนั้น เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ
วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552
จับสุนัขมาเป็นนายแบบ
จับสุนัขมาเป็นนายแบบ
นับตั้งแต่เจ้าแมวเหมียวของผมมันโดนยาเบื่อตายไปต่อหน้าต่อตาเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมก็ไม่ได้ลี้ยงสัตว์เลี้ยงอะไรอีกเลย ทั้งเรื่องไม่มีเวลา เรื่องต้องมาเป็นภาระ รวมถึงเวลาเจ้าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้มันตายไป เราก็พลอยร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรไปหลายวัน จนเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมไปเที่ยวช็อปปิ้งที่ชั้นใต้ดินห้างเซ็นทรัลพลาซ่า ทางเข้าห้างมีแต่เสียงร้องกระจองงองแงของสุนัขแมวเต็มไปหมด ผมพึ่งรู้ว่า นอกจากสวนจตุจักรแล้ว เดี่ยวนี้ในห้างเขามีตลาดนัดสุนัขแมวกันด้วยหรือนี่ ผมหยุดดูสัตว์เลี้ยงน่ารักเหล่านี้อยู่สักพัก ปกติผมไม่ชอบซื้อสุนัขซื้อแมวเท่าไรนัก เพราะมันเป็นสัตว์ที่หามาจากไหนก็ได้ โทรหาเพื่อนที่มันเลี้ยงสุนัขแมว เดี่ยวก็เอามาให้เป็นคอกเลย แล้วสุนัขแมวก็สิ้นเปลืองมิใช่น้อยค่าอาหาร ค่ายา ค่าสารพัด รวมๆ แล้ว ค่าเลี้ยงสุนัขแมวเป็นค่าไปเที่ยวต่างประเทศได้สบายๆ เลยแต่หลังจากยืนดูเจ้าตัวน้อยเหล่านี้อยู่ได้ไม่นาน ผมก็ต้องไปสะดุดกับเจ้าสุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวเล็กน่ารักตัวหนึ่ง ท่าทางจะไฮเปอร์มาก เล่นมายอมหยุดเลย ในขณะที่ตัวอื่นๆ ไม่ซนเท่านี้ ผมเลยถามดูว่าเจ้าของสุนัขคนสวยจะขายในราคาเท่าไร" เจ้าตัวนี้พันธ์อะไรครับ""โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ค๊ะ อายุ 2 เดือน พ่อพันธ์กับแม่พันธ์ชนะการประกวดด้วยนะค๊ะ มีไปเพ็ดดีกรีด้วย"จริงหรือเปล่าเนี้ย ผมไม่เคยเห็นพ่อพันธ์แม่พันธ์มันเลย ดูสุนัขยังไม่เป็นเลยด้วย เจ้าสุนัขตัวนี้ลักษณะมันดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ เพราะดูไม่เป็น โดนหลอกก็ไม่รู้เรื่องหรอก แล้วเจ้าใบเพ็ดดีกรีเอาไปทำอะไร ไว้ประกวดสุนัขหรือเป็นในสูติบัตรหว่า ???????????????????? สารพัดคำถามที่เกิดขึ้นใจผม แต่ช่างมันเถอะ ถามต่อดีกว่า" ราคาเท่าไรหรือครับ"" 6,000 บาทค๊ะ ราคาไม่แพงเลย เอาไปเลี้ยงเถอะค๊ะ รับรองว่าไม่ผิวหวัง สวยแน่นอน รับรองว่าพันธ์แท้แน่นอน"มีพันธ์ไม่แท้ด้วยหรือเนี้ย น่ากลัว"ตั้ง 6,000 เลยหรือครับ แพงจัง""มีใบเพ็ดดีกรีก็ราคานี้แหละ ไม่แพงหรอก เลี้ยงก็ง่าย ให้อาหารเม็ดได้"อาหารเม็ดนี่แหละ แพงเลย สงสัยจะยุ่ง"ตัวละ 4,000 ได้ม๊ะ น้องสาวซื้อไป ตัวผู้น่ารักมากๆ ยังแค่ 4,000 เอง""ซื้อเมื่อไรค๊ะ อ๋อ เมื่อมสองเดือนก่อน ตอนนั้นมีการลดราคาครั้งใหญ่ เลยได้ถูก แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้วละ เต็มที่ 5,000"ลดมาพันหนึ่งแล้ว ต้องต่อรองต่อ ผมลองเอาเจ้าตัวน้อยยกขึ้นดู อ้าว ตัวเมียนี่หว่า"ตัวเมียหรือครับเนี้ย แพงกว่าตัวผู้อีก 4,000 ก็แล้วกันนะ""ไม่ได้หรอกค๊ะ ตัวเมียหายาก นานๆ จะมีสักที เอาไปเถอะค๊ะ 5000 ไม่แพงหรอก ไม่อยากเลี้ยงตัวเมีย ขายยาก"อ้าว ตกลง ตัวเมียมันมีราคาหรือไม่มีราคากันแน่ละเนี้ย บอกหายาก แต่ขายยาก"4000 ก็แล้วกันนะครับ ถ้าให้เอาเลย"ระหว่างนี้เจ้าตัวน้อยมันก็แทะมือผมอย่างกับกินช็อคโกแลต แถมดิ้นไปดิ้นมาเล่นไม่หยุด"ไม่ได้หรอกคะ เต็มที่ 4300 ลดไม่ได้อีกแล้ว อยากขายนะ ไม่อยากเลี้ยงตัวเมีย"ผมไม่โอเค เลยเดินดูเจ้าอื่นๆ อยู่สักพัก (พอดีมีสาวสวยนุ่งสั้นมายืนดูสุนัข ผมก็เลยดูคนดูสุนัขไปเพลินๆ สักพักมีคนมาดูเจ้าตัวเล็กหลายคน ท่าทางจะไม่ดี ผมเลยไปอุ้มมาแล้วจ่ายไป 4300 เป็นอันว่าผมเป็นเจ้าของสุนัขตัวน้อยพันธ์โกเด้นรีทรีฟเวอร์เป็นที่เรียบร้อย"เวรละซิเรา อีกหน่อยเวลามันโต ตัวก็ไม่ได้เล็กๆ เลย ท่าทางจะยุ่ง"ผมนึกในใจขณะที่เจ้าตัวน้อย งับซ้ายงับขวาไม่ยอมหยุด
นับตั้งแต่เจ้าแมวเหมียวของผมมันโดนยาเบื่อตายไปต่อหน้าต่อตาเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมก็ไม่ได้ลี้ยงสัตว์เลี้ยงอะไรอีกเลย ทั้งเรื่องไม่มีเวลา เรื่องต้องมาเป็นภาระ รวมถึงเวลาเจ้าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้มันตายไป เราก็พลอยร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรไปหลายวัน จนเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมไปเที่ยวช็อปปิ้งที่ชั้นใต้ดินห้างเซ็นทรัลพลาซ่า ทางเข้าห้างมีแต่เสียงร้องกระจองงองแงของสุนัขแมวเต็มไปหมด ผมพึ่งรู้ว่า นอกจากสวนจตุจักรแล้ว เดี่ยวนี้ในห้างเขามีตลาดนัดสุนัขแมวกันด้วยหรือนี่ ผมหยุดดูสัตว์เลี้ยงน่ารักเหล่านี้อยู่สักพัก ปกติผมไม่ชอบซื้อสุนัขซื้อแมวเท่าไรนัก เพราะมันเป็นสัตว์ที่หามาจากไหนก็ได้ โทรหาเพื่อนที่มันเลี้ยงสุนัขแมว เดี่ยวก็เอามาให้เป็นคอกเลย แล้วสุนัขแมวก็สิ้นเปลืองมิใช่น้อยค่าอาหาร ค่ายา ค่าสารพัด รวมๆ แล้ว ค่าเลี้ยงสุนัขแมวเป็นค่าไปเที่ยวต่างประเทศได้สบายๆ เลยแต่หลังจากยืนดูเจ้าตัวน้อยเหล่านี้อยู่ได้ไม่นาน ผมก็ต้องไปสะดุดกับเจ้าสุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวเล็กน่ารักตัวหนึ่ง ท่าทางจะไฮเปอร์มาก เล่นมายอมหยุดเลย ในขณะที่ตัวอื่นๆ ไม่ซนเท่านี้ ผมเลยถามดูว่าเจ้าของสุนัขคนสวยจะขายในราคาเท่าไร" เจ้าตัวนี้พันธ์อะไรครับ""โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ค๊ะ อายุ 2 เดือน พ่อพันธ์กับแม่พันธ์ชนะการประกวดด้วยนะค๊ะ มีไปเพ็ดดีกรีด้วย"จริงหรือเปล่าเนี้ย ผมไม่เคยเห็นพ่อพันธ์แม่พันธ์มันเลย ดูสุนัขยังไม่เป็นเลยด้วย เจ้าสุนัขตัวนี้ลักษณะมันดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ เพราะดูไม่เป็น โดนหลอกก็ไม่รู้เรื่องหรอก แล้วเจ้าใบเพ็ดดีกรีเอาไปทำอะไร ไว้ประกวดสุนัขหรือเป็นในสูติบัตรหว่า ???????????????????? สารพัดคำถามที่เกิดขึ้นใจผม แต่ช่างมันเถอะ ถามต่อดีกว่า" ราคาเท่าไรหรือครับ"" 6,000 บาทค๊ะ ราคาไม่แพงเลย เอาไปเลี้ยงเถอะค๊ะ รับรองว่าไม่ผิวหวัง สวยแน่นอน รับรองว่าพันธ์แท้แน่นอน"มีพันธ์ไม่แท้ด้วยหรือเนี้ย น่ากลัว"ตั้ง 6,000 เลยหรือครับ แพงจัง""มีใบเพ็ดดีกรีก็ราคานี้แหละ ไม่แพงหรอก เลี้ยงก็ง่าย ให้อาหารเม็ดได้"อาหารเม็ดนี่แหละ แพงเลย สงสัยจะยุ่ง"ตัวละ 4,000 ได้ม๊ะ น้องสาวซื้อไป ตัวผู้น่ารักมากๆ ยังแค่ 4,000 เอง""ซื้อเมื่อไรค๊ะ อ๋อ เมื่อมสองเดือนก่อน ตอนนั้นมีการลดราคาครั้งใหญ่ เลยได้ถูก แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้วละ เต็มที่ 5,000"ลดมาพันหนึ่งแล้ว ต้องต่อรองต่อ ผมลองเอาเจ้าตัวน้อยยกขึ้นดู อ้าว ตัวเมียนี่หว่า"ตัวเมียหรือครับเนี้ย แพงกว่าตัวผู้อีก 4,000 ก็แล้วกันนะ""ไม่ได้หรอกค๊ะ ตัวเมียหายาก นานๆ จะมีสักที เอาไปเถอะค๊ะ 5000 ไม่แพงหรอก ไม่อยากเลี้ยงตัวเมีย ขายยาก"อ้าว ตกลง ตัวเมียมันมีราคาหรือไม่มีราคากันแน่ละเนี้ย บอกหายาก แต่ขายยาก"4000 ก็แล้วกันนะครับ ถ้าให้เอาเลย"ระหว่างนี้เจ้าตัวน้อยมันก็แทะมือผมอย่างกับกินช็อคโกแลต แถมดิ้นไปดิ้นมาเล่นไม่หยุด"ไม่ได้หรอกคะ เต็มที่ 4300 ลดไม่ได้อีกแล้ว อยากขายนะ ไม่อยากเลี้ยงตัวเมีย"ผมไม่โอเค เลยเดินดูเจ้าอื่นๆ อยู่สักพัก (พอดีมีสาวสวยนุ่งสั้นมายืนดูสุนัข ผมก็เลยดูคนดูสุนัขไปเพลินๆ สักพักมีคนมาดูเจ้าตัวเล็กหลายคน ท่าทางจะไม่ดี ผมเลยไปอุ้มมาแล้วจ่ายไป 4300 เป็นอันว่าผมเป็นเจ้าของสุนัขตัวน้อยพันธ์โกเด้นรีทรีฟเวอร์เป็นที่เรียบร้อย"เวรละซิเรา อีกหน่อยเวลามันโต ตัวก็ไม่ได้เล็กๆ เลย ท่าทางจะยุ่ง"ผมนึกในใจขณะที่เจ้าตัวน้อย งับซ้ายงับขวาไม่ยอมหยุด

จากนั้นผมก็ไปเดินซื้อของใช้สำหรับสุนัข อาหารเกรดพรีเมี่ยม เรื่องอาหารนี่ก็สำคัญมากๆ อาหารสุนัขทั่วไปจะใช้เศษอาหารมาทำ และก็มักจะมีแต่แป้ง สัดส่วนของคุณค่าทางอาหารที่ดีน้อยมาก ถ้ารักสุนัขอยากเห็นสุนัขของเราเติบโตแข็งแรงอย่างมีคุณภาพ แนะนำซื้ออาหารเกรดพรีเมี่ยมมาเลี้ยงพวกมันเถอะครับ ผมคุยกับคนที่เลี้ยงสุนัขรักสุนัขจริงๆจังๆ เขาไม่ใช้อาหารสุนับเกรดตลาดมาเลี้ยงเลย ใช้อาหารดีตลอด อาหารสุนัขธรรมดามันคงเหมือนพวกฟาสฟู๊ดนะครับ กินอิ่ม แต่หาสาระอะไรไม่ได้ บางยี่ห้อทำหมาเป็นโรคไตอีกด้วย(ยี่ห้อนี้ดังมากเชียวละ) แต่พวกอาหารเกรดพรีเมี่ยม ปริมาณโปรตีน วิตามิน เกลือแร่มันมีเพียงพอจริงๆ เพิ่มเงินอีกหน่อยเท่านั้นเองนอกจากอาหารเม็ด ก็มีของเล่นพวกลูกบอล กระดูกเทียมที่ทำจากหนังสัตว์ (อันนี้ผู้รู้เขาไม่แนะนำให้ซื้อมาให้หมาแทะเล่นนะครับ มันมีสารกันเสีย สี และทำให้สุนัขมีปัญหาด้านระบบย่อยอาหารได้ แถมไร้คุณค่าทางอาหารอีกด้วย) แชมพูอาบน้ำสุนัข แล้วก็เข้าเวปไซท์ไปดูคำแนะนำในการเลี้ยงสุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์อย่างละเอียด ได้ความรู้มามากมาย โดยเฉพาะที่เวป http://www.mylovegolden.com เป็นแหล่งรวมความรู้สำหรับคนที่ต้องการเลี้ยงโกเด้นรีทรีฟเวอร์เป็นอย่างดี เจ้าสุนัขแสนน่ารักของผมตัวนี้ มีชื่อว่า "กุ้งกิ๊ง" น่ารักไหมละครับ
ในเวปเขาบอกว่า อายุสุนัข 2 เดือนเท่ากับคนเราประมาณ 4 ปี เป็นวัยกำลังกินกำลังโตกำลังน่ารักเชียวละ ช่วงนี้สุนัขจะซุกซนและโตเร็วมากๆ แค่คุณไม่ได้เห็นสุนัขของแค่อาทิตย์เดียว จะรู้สึกได้เลยว่ามันโตขึ้นมาก และในฐานนะคนชอบถ่ายภาพ ผมก็เลยคว้ากล้องมาเก็บภาพเจ้าสุนัขแสนซนของผมเอาไว้ ก่อนที่มันจะโตมากไปกว่านี้ และผมตั้งใจจะถ่ายภาพมันทุกๆ เดือน ดูการโตและการเปลี่ยนแปลงของพวกมันเอาไว้ เก็บเป็นความทรงจำที่ดีของเราไงละกล้องที่ผมเอาไปใช้ถ่ายภาพครั้งนี้ จะเป็นอะไรไปไม่ได้ ต้องเป็น Nikon F5 อย่างแน่นอน ไม่ใช่เพราะมันดีที่สุดหรอกนะครับ แต่เพราะว่าไม่มีตัวอื่นจะใช้มากกว่า นอกจากนี้ก็มีกล้อง FinePix S2 Pro กล้องดิจิตอลของฟูจิซึ่งใช้ตัวกล้อง Nikon F80 มาดัดแปลง ส่วนเลนส์ที่ใช้งานก็มี 80-200mm.F2.8 ED เป็นหลัก และก็แฟลช Nikon SB26 อีก 1 ตัว ฟิล์ม Fujichrome Sensia 200 ส่วนสถานที่ถ่ายภาพ ผมเลือกง่ายๆ ริมถนนอักษะ ถนนที่สวยที่สุดในเมืองไทย (และแพงที่สุดด้วย) จริงๆ ผมอยากจะพาไปถ่ายภาพในสวนสาธารณะ แต่เนื่องจากไม่สามารถเอาสัตว์เลี้ยงเข้าไปได้ เขาคงกลัวว่า เราจะเอาเข้าแล้วไปเอากลับออกมา หรือไปถ่ายของเสียกลางถนน ไม่เป็นที่เป็นทาง (ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนั้น) ผมเลยตัดปัญหา พาไปถ่ายภาพริมถนนอักษะนี่แหละดีแล้วระบบถ่ายภาพที่ใช้ ไม่ต้องคิดมาก ผมใช้ระบบ Programe แล้วดูค่าเปิดรับแสงว่าพอใจหรือไม่ ถ้าไม่พอใจก็เปลี่ยนค่าเอา หรือใช้โปรแกรมชิฟ (Programe Shift) ซึ่งกล้องจะให้เปลี่ยนค่าเปิดรับแสงได้อยู่แล้ว สะดวกรวดเร็ว ถ้าใช้ระบบแมนนวลคงถ่ายภาพไม่ทันแน่ๆ ระบบวัดแสงใช้แบบแบ่งพื้นที่ สะดวกดี ไม่ต้องคิดมาก กล้องจัดการให้อยู่แล้ว ส่วนระบบปรับความชัด แน่นอนว่าต้องเป็นระบบปรับความชัดอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง (Continue AF) ระบบปรับความชัดต่อเนื่องของ Nikon F5 มีระบบดักระยะชัดล่วงหน้า (Predictive Focus) ทำหน้าที่คาดเดาระยะของวัตถุใช้ระหว่างที่ชัตเตอร์ทำงาน และปรับความชัดอย่างต่อเนื่องแม้ว่าชัตเตอร์จะทำงานอยู่ ทำให้ภาพมีความคมชัดตลอดเวลา และระบบ Dynamic AF ซึ่งทำหน้าที่กำหนดตำแหน่งปรับความชัดให้เราอัตโนมัติตามการเคลื่อนที่ของวัตถุ เป็นระบบที่มีประโยชน์มาก แต่ไม่เคยได้ใช้งานเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะปกติผมถ่ายภาพทิวทัศน์กับภาพวัตถุนิ่งเป็นส่วนใหญ่ แทบไม่ได้เอาไปถ่ายภาพเคลื่อนไหวอะไรเลย ผิดกับกล้องของเพื่อนๆ ที่ถ่ายภาพนกบินเป็นอาจิน ได้ใช้ประโยชน์จากระบบเหล่านี้เต็มที่
เสร็จจากการเตรียมกล้องถ่ายภาพ ผมก็เตรียมของใช้ให้น้องหมา พวกอาหารการกิน ของเล่น น้ำ ผ้าเช็ดตัว แปรงขน ฯลฯ จำนวนหมาที่พาไปทั้งหมดไม่ได้แค่เจ้ากุ๊งกิ้งตัวเดียวนะครับ แต่พาไปทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน มีเจ้า "โกโก้" เป็นสุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวผู้ อายุ 4 เดือน ตัวเท่าๆ กับสุนัขไทยที่โตเต็มที่ ได้มาตอนอายุ 2 เดือน ตัวนี้ชอบลูกบอลเป็นชีวิตจิตใจ เล่นได้ทั้งวัน แต่เชื่อฟังคำสั่งดีมาก โดยเฉพาะเวลาอยู่ในรถ จะไม่ซนเลยเจ้า "มาม่า" กับ "ไวไว" สองตัวนี้เป็นฝาแฝดนรกพันธ์ลาบาดอร์รีทรีฟเวอร์ เลี้ยงมาตั้งแต่มันตัวใหญ่กว่ากำปั้น ยังมองไม่เห็นเลย ต้องป้อนนมให้กินทั้งวัน ร้องกินตลอดเวลา ตอนที่เอาไปถ่ายภาพอายุ 2 เดือน 2 ตัวนี้กินเก่งจนตัวอ้วนพี พุงพลุ้ย แบบตกท้องช้างเลย ปัจจุปันอยู่ในระหว่างโปรแกรมลดความอ้วนอยู่ เพราะใครๆ เห็นนึกว่าเป็น "หมู" ไม่ใช่เป็น "หมา" ส่วนตัวสุดท้าย เจ้า "กุ้งกิ๊ง" ลูกสาวผมเอง น่ารักซะไม่มี ซนสุดๆไฮเปอร์มาก แถมขี้อ้อนอีกต่างหาก โตขึ้นจะให้ไปประกวดนางงามแข่งกับเขาซะหน่อย ฮิฮิฮิผมยอมรับสารภาพว่าไม่เคยถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงกับเขาเลย สมัยก่อนมีถ่ายภาพแมวบ้างภาพสองภาพ จากนั้นก็ไม่เคยได้ถ่ายภาพอีกเลย พอไปถึงถนนอักษะ ผมเล็งหาทำเลเหมาะๆ ประการแรก ต้องมีวิวสวยๆ เป็นฉากหลัง สองคือ รถไม่พลุกพล่าน เดี๋ยวมาเหยียบสุนัขของผมตายหมด สุดท้ายคือ ต้องไม่มีสุนัขตัวอื่นๆ อยู่ด้วย โดยเฉพาะสุนัขไทย เพราะมันคอยจะกัดกันอยู่เรื่องๆ หมาไทยชอบกัดกันนะครับ แต่หมาฝรั่งมันหนักไปทางเล่นกันซะมากกว่า ผมไม่อยากไปห้ามทับหมากัดกัน ก็เลยหาทำเลเหมาะๆ ไม่มีหมาตัวอื่นๆ อยู่ด้วยจะดีกว่าผมได้ทำเลที่ข้างสะพานข้ามทาง ผมก็เอาน้องหมาออกมาทีละตัว พอลงจากรถเท่านั้นละ แต่ละตัววิ่งไปคนละทิศละทาง เล่นๆๆๆๆไม่สนใจผมเลย ผมว่าจะถ่ายภาพหมู่ทั้งสี่ตัวซะหน่อย ไม่ต้องถ่ายแล้ว แค่จับแต่ละตัวให้มาเข้ากล้องได้ก็เล่นเอาเหงื่อแตกเหงื่อแตนไปหลายรอบ พอดีผมไม่ได้เอาสายจูงมาด้วย ไม่อย่างนั้นจะผูกกับเสาเอาไว้ก่อน แล้วค่อยๆ จับมาถ่ายภาพทีละตัวจะได้สะดวกหน่อย แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มันคงต้องแก้ปัญหาไปทีละเรื่องๆผมเริ่มจากเจ้าตัวเล็ก "มาม่า" กับ "ไวไว" ผมอยากได้ภาพเท่ห์ๆ ของเจ้าสองตัวนี้กับฉากหลังเป็นดอกไม้ ตอนแรกก็เอาเจ้ามาม่ามาไว้ในดงดอกไม้ แล้วให้มันอยู่นิ่งๆ มันก็อยู่นิ่งๆ ทำหน้าหล่อไปได้สักพัด พอผมยกกล้องขึ้นมา มันก็วิ่งเข้ามาหาคงตั้งใจจะมาเล่นกล้องของผมแหงๆ จับกลับไปให้อยู่นิ่งใหม่ๆ ไม่นานมันก็วิ่งเข้ามาอีก ท่าทางจะไม่ได้ถ่ายภาพแหงๆ ขืนเป็นแบบนี้ มองไปมองมาเห็นตู้ควบคุมไฟฟ้าอยู่ริมทางกลางดงดอกไม้พอดี สวนละซิ ผมเอาเจ้ามาม่าไปวางไว้บนหลังคาตู้ สูงประมาณ 1 เมตร พอเอาเจ้ามาม่าไปยืน เท่านั้นแหละ มันยืนตังนิ่งแต่ขาสั่นๆหมดเลย ท่าทางจะกลัวความสูง ผมเลยจับเจ้ามาม่าหมุนให้อยู่ในมุมที่เหมาะๆ แล้วถ่ายภาพอย่างสบายใจไม่มีกระดิกหนีไปไหนเลย
ใช้แฟลช SB26 ในการถ่ายภาพชุดนี้ด้วย ใช้ระบบ Super FP จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องความเร็วชัตเตอร์จะมีปัญหาหรือไม่ ระยะห่างประมาณ 3 เมตร ช่องรับแสง f/8 ที่ผมใช้แฟลชไม่ได้ต้องการลบเงาอะไรหรอกนะครับ เพราะวันที่ถ่ายภาพชุดนี้ มันไม่มีแดด แสงออกจะนุ่มๆ ไปเสียด้วยซ้ำ ผมใช้แฟลชเพื่อทำให้เกิดแววตา จะได้ดูตาสดใสมีชีวิตชีวาหน่อย ไม่ได้ดำมืดเกินไปนัก ถ่ายภาพด้วยฟิล์มเสร็จก็ต่อด้วยกล้องดิจิตอล FinePix S2 Pro ฉบับก่อนหน้านี้ผมเขียนเรื่องเลนส์ของกล้องดิจิตอลไป มีคนโทรมาถามเยอะมากว่าเลนส์ตัวไหนที่ทดสอบลงหนังสือ ตัวไหนใช้แล้วดีไม่มีปัญหา ตัวไหนใช้ไม่ได้บ้าง ก็บอกไว้หน่อยนะครับว่า กล้องดิจิตอล SLR ทั่วไปจะมีปัญหากับเลนส์ซูมมุมกว้างมากๆ หรือช่วงเลนส์มุมกว้าง ภาพจะไม่ค่อยคมนัก และความคลาดสีที่ขอบภาพจะสูง แม้ว่าจะหรี่ช่องรับแสงแคบ ผลที่ได้ก็ไม่ได้ดีนัก เพราะความคลาดสีที่ขอบภาพแก้ไขไม่ได้ด้วยช่องรับแสง ส่วนภาพที่ไม่ชัดเต็มที่ก็ไม่ได้เกิดจากคุณภาพของเลนส์มีปัญหา แต่เกิดจากมุมของแสงที่ไปตกลงบนเซ็นเซอร์ ดังนั้นแม้จะใช้เลนส์ราคาแพงก็ใช่ว่าจะรอดปัญหานี้ไปได้ ต้องไปใช้เลนส์ที่ออกแบบสำหรับกล้องดิจิตอล จะแก้ปัญหานี้ได้ดีกว่านะครับสำหรับ FinePix S2 Pro เมื่อใช้กับ 80-200 mm. F2.8 ภาพที่ได้ คมชัดสดใสดีมาก แม้จะเปิดช่องรับแสงกว้างสุดก็ตาม ปกติเวลาใช้กล้องดิจิตอล หากผมต้องการภาพดีๆ คมๆ ผมจะใช้ 80-200mm.F2.8 หรือไม่ก็ 105mm.F2.8 มาโคร หรือใช้เลนส์เดี่ยวในช่วงเทเลโฟโต้ก็ได้ ภาพจากเลนส์เดี่ยวเทเลโฟโต้จะดีมากๆ คมชัด สดใสไปทั่วภาพ ดีกว่าเลนส์ซูมมุมกว้างมากๆ แต่อาจจะมีความคลาดสีปรากฏให้เห็นบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาช่วยช่องรับแสงกว้าง เมื่อไม่กี่วันนี้มีโอกาสได้ทดสอบกล้อง Olympus E1 กับเลนส์ซูม Zuiko ผมออกมาดีมากๆ เสียดายไม่ได้เอามาถ่ายภาพน้องหมา ไม่อย่างนั้นคงได้ภาพสวยๆ อีกหลายภาพเลนส์ที่ผมชอบเอามาถ่ายภาพสุนัข หลักๆ ก็คงจะเป็นเลนส์เทเลโฟโต้ช่วงกลางๆ หรือได้ช่วงยาวก็จะดีมาก แต่ผมไม่มี เห่อๆๆ มีแต่ 80-200mm.F2.8 ตัวเดียวนี่แหละ แถมเป็นรุ่นธรรมดา ไม่ใช่รุ่น AF-S ซึ่งจะปรับความชัดได้เร็วกว่า หลังจากถ่ายภาพเจ้ามาม่าเสร็จ ผมก็จับเจ้าไวไวขึ้นไปเป็นนายแบบ พอขึ้นไปก็ขาสั่นเหมือนกัน ยืนนิ่งเป็นนายแบบอยู่นาน แต่ช่วงถ่ายภาพต้องระมัดระวังมากๆ ต้องสังเกตดีๆ ว่าเจ้าสุนัขของเรามันจะกระโดดลงมาหรือเปล่า ถ้ากระโดดลงมากระแทกพื้นเจ็บแน่ หมาไม่เหมือนแมวที่สามารถกระโดดจากที่สูงกว่าตัวเองเป็นสิบเท่าได้ แต่สำหรับสุนัข ถ้าไม่ได้ฝึกมาก โดยสูงแค่เท่าความสูงของตัวเองก็แย่แล้ว
ชั่วแว็ปเดียว ผมกดชัตเตอร์ไปเกือบม้วนแล้ว ไม่ได้กดรัวอะไรมากหรอกนะครับ แต่จะดูจังหวะสวยๆ เวลาหมาแลบลิ้น หันหน้า หรือเล่น ส่วนเจ้าโกโก้ผมไมได้เอาขึ้นไปบนหลังคาตู้ไฟ เพราะมันตัวใหญ่มากเกินไป ส่วนเจ้ากุ้งกิ๊ง ผมเอาขึ้นไปบนหลังจาได้เดี๋ยวเดียว มันทำท่าจะกระโดดลงอย่างมั่นใจ ผมเลยต้องเอาลงมาที่พื้นแทนเสร็จจากถ่ายภาพเดี่ยว ผมก็ไล่ถ่ายภาพสุนัขที่ละตัว อยากได้ภาพเวลามันวิ่ง แต่… มันยากจริงๆๆ ผมโยนลูกบอลออกไปให้มันไล่ตาม มันก็คาบกลับมา แต่ภาพทีได้ก็มีลูกบอลอยู่ในปาก พอให้คนอื่นปาออกไป มันก็ไม่ยอมวิ่งไล่ตามเลย เล่นยากจริงๆ ว่าถ่ายภาพเด็กยากแล้วนะ ถ่ายภาพหมายากกว่าหลายเท่าเลย ผมพยายามจะถ่ายภาพสุนัขวิ่งอยู่นาน ไม่เป็นผลสำเร็จ เลยต้องยกธงขาวยอมแพ้ เปลี่ยนไปถ่ายภาพตอนพวกมันเล่นซนแทน คราวนี้ผมเปลี่ยนระบบปรับความชัดไปเป็นระบบปรับความชัดต่อเนื่อง แล้วระบบเลื่อนฟิล์มก็เป็นระบบถ่ายภาพต่อเนื่อง ส่วนฝาหลังตั้งระบบ Focus Priority เอาไว้ ระบบนี้จะยอมให้ชัตเตอร์ทำงานเมื่อวัตถุที่อยู่ในตำแหน่งปรับความชัดมีความคมชัดเท่านั้น หากภาพยังไม่ชัดชัตเตอร์จะไม่ทำงาน ข้อดีคือ ภาพที่จุดปรับความชัดจะคมชัดตลอด แทบไม่มีการผิดพลาดเลย แต่หลายๆ ครั้งในจังหวะที่ดี ชัตเตอร์กลับไม่ทำงานเพราะภาพยังไม่ชัด ซึ่งหากถ่ายภาพนั้นไปก็น่าจะได้ภาพที่คมชัดเพียงพอ เพราะความชัดลึกของภาพคลุมระยะเอาไว้อยู่แล้วถ่ายภาพหมา ทั้งเหนื่อยทั้งร้อน ผมไล่ตามมันไปที่ดงดอกไม้ เล็งตามไปเรื่อยๆ ทีละตัว บางทีมันออกนอกเส้นทางก็ต้องเรียกหรือไปอุ้มมันกลับมาบ้าง นี่ถ้าถ่ายภาพในสตูดิโอคงไม่เหนื่อยเท่านี้แนะๆ ผมเตรียมพวกตระกร้าสวยๆ มาด้วย จะเอาลูกหมาใส่แล้วถ่ายภาพเหมือนพวกที่เอาภาพมาลงในเวปไซท์ แต่ปรากฏว่าพวกมันโดดออกตลอด แถมทำตระกร้าล้มอีก ก็แต่ละตัวอ้วนๆ ตัวใหญ่ตกท้องช้างกันทั้งนั้น เลยต้องเปลี่ยนในไล่ตามเหมือนเดิม
คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ก็คือ ติดของเล่นมาให้พวกสุนัขแสนซนของเราเล่นเป็นตลอดเวลา อย่างน้อยมันก็ไม่ไปซนไกลๆ เท่าไรนัก อีกอย่าง เราจะสามารถตามถ่ายภาพมันได้ง่ายขึ้นด้วย ผ้าเช็ดตัวกับน้ำต้องเตรียมไปให้พร้อม โชคดีที่สุนัขของผมมันเป็นสีน้ำตาล ถ้าเป็นสีขาวคงหลายเป็นสีเทาแน่ๆ หมั่นเช็ดตัว หวีขนให้มันอยู่เรื่อยๆ จะได้ดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อย ถ่ายภาพสุนัขต้องใจเย็นมากๆ นะครับ ตามไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะได้จังหวะถ่ายภาพดีๆ ไปเอง อย่าไปเล็งตัวนี้ทีตัวโน้นที ให้ตามเป็นตัวๆ จนกว่าจะพอใจแล้วค่อยไปตามถ่ายภาพตัวอื่นๆ ต่อ เตรียมน้ำเอาไว้ด้วยนะครับ สุนัขจะหิวน้ำเร็วมาก ยิ่งช่วงแดดร้อนลมไม่พัด มันจะร้อนมากๆ กินน้ำเสร็จก็เช็ดปากให้สุนัขด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นปากจะดูมอมแล้วสักพักตัวจะเปียกไปด้วยความเร็วในการปรับความชัดและความแม่นยำในการปรับความชัดมีผลมากต่อการถ่ายภาพเคลื่อนไหวเร็วๆ แบบนี้ F80 กับ F5 ใช้ระบบปรับความชัดใกล้เคียงกันมาก แต่ภาพที่ได้แตกต่างกันพอควร F5 แทบจะปรับความชัดไม่พลาดเลย แต่ F80 ปรับความชัดไม่ทันหลายภาพ โดยเฉพาะภาพที่กำลังวิ่งเข้าหากล้อง ผมถ่ายภาพอยู่ประมาณ 4 ชั่วโมง จนฟิล์มที่เอาไปด้วย ฟิล์มหมดเกลี้ยง การ์ด CF ขนาด 320 MB เต็มหมดเลย ต้องกลับบ้าน จากนั้นก็โหลดภาพเข้าคอมพิวเตอร์ตัดภาพอีกที ได้ภาพดีๆ มาเยอะพอสมควร ทั้งภาพจากดิจิตอลและภาพจากฟิล์มไว้คราวหน้าผมจะลองเอาเจ้าสี่ตัวนี้มาจัดถ่ายภาพในสตูดิโดที่บ้าน แล้วจะนำมาให้ดูนะครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก่อนอื่นคงจะต้องไปเรียนวิธีการฝึกสุนัขเสียก่อน เจอลูกหมาซนๆ ไม่ไหว ช่างภาพจะเป็นลมครับชิ้นเลนส์ Aspherical คืออะไร จำเป็นหรือไม่
ชิ้นเลนส์ Aspherical คืออะไร จำเป็นหรือไม่ ++++
ปัจจุบันนี้ บริษัทผู้ผลิตเลนส์มีการนำชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลม(Aspherical)มาใชักับเลนส์หลายตัว เช่น เลนส์ Canon 17-35L , Nikon 18-35MM. Tamron SP 28-105MM. ฯลฯ มีตั้งแต่เลนส์ที่ใช้กับกล้องคอมแพคราคาไม่ถึงหมื่นบาท ไปจนกระทั่งเลนส์ราคาแพงเกือบแสนบาท และมีการโฆษณาว่า เลนส์พิเศษเหล่านั้นจะมีคุณภาพดีกว่าเลนส์ธรรมดามาก ให้ภาพคมชัดมากเป็นพิเศษ เลนส์แก้ความคลาดทรงกลมถูกคิดค้นขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่กรรมวิธีการผลิตชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมคุณภาพสูงในยุคก่อนจะทำให้มีต้นทุนสูงมาก เลนส์ที่ใช้ชิ้นเลนส์แบบนี้จึงมีราคาสูง มักเป็นเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ที่มีช่องรับแสงกว้างมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ได้จำเป็นสำหรับการใช้งานของบุคคลทั่วไปความจริง ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมถูกนำมาใช้เป็นเวลานานมากแล้ว โดยเฉพาะกับช่องมองภาพของกล้องถ่ายภาพ ,กล้องส่องทางไกล , Projector ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ต้องการภาพที่คมชัดทั้งระนาบโดยไม่สามารถใช้ช่องรับแสงเข้ามาช่วยเหมือนเลนส์กล้องถ่ายภาพได้ แต่ไม่ได้ต้องการความแม่นยำสูงมาก ๆ เหมือนชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมที่ใช้กับเลนส์กล้องถ่ายภาพ เพราะตามีความสามารถในการแยกรายละเอียดต่ำกว่าฟิล์มมาก ๆหลายท่านคงสงสัยว่า เจ้าเลนส์ Aspherical คืออะไร จำเป็นหรือไม่ที่ต้อง
ความคลาดทรงกลมคืออะไร
ชิ้นเลนส์ของกล้องถ่ายภาพจะมีผิวหน้าที่เป็นทรงกลมโค้งอย่างน้อย 1 ด้าน เพื่อให้เลนส์สามารถรวมแสงเกิดภาพบนฉากรับภาพขึ้นได้ แต่ความโค้งนี้เองได้สร้างปัญหาหลายอย่างให้กับภาพที่ได้ เช่น เกิดความผิดเพี้ยนของรูปทรง เกิดการเหลื่อมของสี ฯลฯ ซึ่งเราเรียกความผิดปกติของภาพที่เกิดขึ้นนี้ว่า Aberation หรือความคลาดความคลาดทรงกลมหรือ Spherical Aberation เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความโค้งของผิวหน้าเลนส์ที่เป็นทรงกลม เนื่องจากแสงสะท้อนจากวัตถุที่ผ่านด้านขอบเลนส์จะไปตกใกล้กว่าแสงที่ผ่านกลางเลนส์ ทำให้ภาพของวัตถุบนฟิล์มมีทั้งภาพที่ชัดและไม่ชัดซ้อนกันอยู่ ผลก็คือ ภาพจะขาดความคมชัด จะเห็นได้ชัดเจนกับรายละเอียดที่มีขนาดเล็ก ๆ และเลนส์จะไม่สามารถแยกรายละเอียดที่มีขนาดเล็ก ๆ ได้
ความคลาดทรงกลมจะมากหรือน้อย นอกจากการออกแบบเลนส์แล้ว ธรรมชาติของเลนส์จะมีความคลาดทรงกลมสูงเมื่อ1.ขนาดช่องรับแสงกว้าง ยิ่งช่องรับแสงกว้ามากเท่าไร จะต้องใช้ชิ้นเลนส์ด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ความคลาดทรงกลมจะมากขึ้นด้วย2.มุมการรับภาพ ยิ่งมุมการรับภาพกว้างมากขึ้นเท่าไร ความคลาดทรงกลมก็จะมากตามไปด้วย3.ระยะโฟกัส ยิ่งโฟกัสใกล้มากขึ้น ความคลาดทรงกลมของเลนส์ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เลนส์ตัวเดียวกัน ถ่ายภาพที่ระยะไม่เท่ากัน ความคลาดทรงกลมจะไม่เท่ากัน4.ระยะห่างจากจุดศูนย์กลางภาพ ยิ่งออกห่างจากจุดศูนย์กลางภาพมากเท่าไร ความคลาดทรงกลมจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

การแก้ไขความคลาดทรงกลมมีด้วยกันหลายวิธี เช่น1.ใช้ชิ้นแก้วทรงกลมแบบ Negative และ Positive2.ใช้ชิ้นเลนส์แบบไม่เป็นทรงกลม หรือ ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลม(Asphreric Surface)3.ใช้ชิ้นเลนส์ลอยตัว(Floating Element)4.ลดขนาดช่องรับแสงลง เพื่อให้ใช้พื้นที่ของชิ้นเลนส์ลดลงและลดขนาดของ Circle of confusion ให้เล็กลงชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลม จะมีลักษณะโค้งไม่เท่ากันทั้งผิวหน้า ดังตัวอย่าง สามารถหักเหแสงที่ขอบเลนส์ให้มาตกจุดเดียวกับแสงที่มาจากกึ่งกลางเลนส์ได้ ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมจะมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ1.แบบ Ground ใช้วิธีการฝนเลนส์ให้ได้ผิวหน้าเลนส์ให้เป็นแบบ Aspheric ซึ่งต้องอาศัยกรรมวิธีพิเศษในการขัด2.แบบ Mold เป็นวิธีการหล่อชิ้นเลนส์จากแม่พิพม์ที่เป็นแบบ Aspheric ซึ่งวัสดุที่ใช้มีทั้งแบบพลาสติกและแก้ว3.แบบ Hybrid โดยการใช้ Resin ประกบเข้ากับผิวหน้าของเลนส์ปกติ ให้ได้ผิวหน้าแบบ Aspheric ผู้ผลิตเลนส์แต่ละรายจะใช้วิธีการแก้ไขความคลาดทรงกลมที่แตกต่างกันออกไปตามราคาขายของเลนส์ ส่วนใหญ่จะมีใช้ทั้ง 3 แบบ แต่ละแบบมีความสามารถแก้ความคลาดทรงกลมได้ผลดีแตกต่างกันไป ด้วย แบบ Hybrid จะมีต้นทุนต่ำที่สุด ผลิตได้เร็ว ปัญหาการผลิตน้อย แต่แก้ความคลาดทรงกลมได้แม่นยำน้อยกว่าแบบอื่น ๆ (ขึ้นกับการออกแบบและคุณภาพในการผลิตด้วย คงไม่สามารถเหมารวมได้ทั้งหมด) มักใช้กับเลนส์ซูมมุมกว้าง ซึ่งปัญหาที่เจอะเจอกับเลนส์ประเภทนี้คือ ความทนทาน มักขึ้นฝ้าง่ายมาก (แต่กับ Minolta 28-80mm.F2.8 G ยังไม่เจอปัญหานี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นแบบ Hybrid เช่นกัน ดังนั้นคงไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกตัวต้องเป็น) ภาพมีแฟลร์ง่าย และความเปรียบต่างไม่สูงเท่าไรนักแบบ Mold จะมีต้นทุนในการทำแม่พิมพ์สูง สามารถผลิตเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมได้จำนวนมาก รวดเร็ว คุณภาพดี และไม่มีปัญหาในเรื่องความทนทาน(ถ้าทำจากแก้ว) นำมาใช้กับเลนส์กล้องคอมแพคและกล้อง SLR กันอย่างแพร่หลาย เพราะต้นทุนเมื่อผลิตจำนวนมากต่ำ และได้เลนส์คุณภาพดีแบบ Ground จะมีคุณภาพดีกว่าแบบอื่น ๆ (ถ้าผลิตและออกแบบดี) แต่ต้นทุนสูงมาก จึงใช้กับเลนส์ที่สามารถขายได้ในราคาแพงมากเท่านั้น มีความทนทานสูงขนาดของชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมและตำแหน่งที่วางจะมีผลต่อคุณภาพของเลนส์ที่ได้ด้วย ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมขนาดใหญ่ วางไว้ด้านหน้าเลนส์จะได้คุณภาพที่ดีกว่าชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมขนาดเล็กหรืออยู่ด้านหลัง ในทางทฤษฎี เลนส์ที่มีชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมจะให้คุณภาพที่ดีกว่าเลนส์ที่ไม่มี แต่ไม่จำเป็นเสมอไปในทางปฎิบัติ ผู้ผลิตเลนส์ปัจจุบันนำชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมมาใช้เพื่อจุดประสงค์หลายประการ เช่น เพื่อให้ออกแบบเลนส์ได้ง่ายขึ้น เพื่อลดจำนวนชิ้นเลนส์ลงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ เพื่อสามารถสร้างเลนส์ซูมมุมกว้างมาก ๆ ได้ มีเลนส์จำนวนไม่มากนักที่ใช้ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมเพื่อจุดมุ่งหมายในการเพิ่มคุณภาพของเลนส์ให้ถึงขีดสุด แต่ปัญหาที่ตามมาของการใช้ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมก็มีด้วยเช่นกัน เช่น การที่ไม่สามารถเคลือบผิวหน้าชิ้นเลนส์ด้านที่เป็น Layer ได้ ทำให้มีแฟลร์สูงและเกิดแฟลร์ง่ายแม้จะมีชิ้นเลนส์จำนวนไม่มากก็ตาม อายุการใช้งานไม่ยาวนัก สีสันของภาพไม่สดใส ในขณะที่มีวิธีการแก้ความคลาดทรงกลมที่ได้ผลดีอยู่อีกหลายอย่างด้วยกัน เช่น การเลือกชนิดของแก้ว หรือการใช้ชิ้นเลนส์ลอยตัว ซึ่งมีความสามารถในการแก้ความคลาดทรงกลมไม่แพ้การใช้ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมเท่าไรนักดังนั้น หากคุณจะซื้อเลนส์ ไม่ได้หมายความว่า มีชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมแล้วจะต้องดีกว่าเลนส์ที่ไม่มีเสมอไป ขึ้นกับการออกแบบที่ลงตัว และการผลิตมากกว่า ฉะนั้นจึงต้องดูเป็นรุ่น ๆไปด้วย
ปัจจุบันนี้ บริษัทผู้ผลิตเลนส์มีการนำชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลม(Aspherical)มาใชักับเลนส์หลายตัว เช่น เลนส์ Canon 17-35L , Nikon 18-35MM. Tamron SP 28-105MM. ฯลฯ มีตั้งแต่เลนส์ที่ใช้กับกล้องคอมแพคราคาไม่ถึงหมื่นบาท ไปจนกระทั่งเลนส์ราคาแพงเกือบแสนบาท และมีการโฆษณาว่า เลนส์พิเศษเหล่านั้นจะมีคุณภาพดีกว่าเลนส์ธรรมดามาก ให้ภาพคมชัดมากเป็นพิเศษ เลนส์แก้ความคลาดทรงกลมถูกคิดค้นขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่กรรมวิธีการผลิตชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมคุณภาพสูงในยุคก่อนจะทำให้มีต้นทุนสูงมาก เลนส์ที่ใช้ชิ้นเลนส์แบบนี้จึงมีราคาสูง มักเป็นเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ที่มีช่องรับแสงกว้างมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ได้จำเป็นสำหรับการใช้งานของบุคคลทั่วไปความจริง ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมถูกนำมาใช้เป็นเวลานานมากแล้ว โดยเฉพาะกับช่องมองภาพของกล้องถ่ายภาพ ,กล้องส่องทางไกล , Projector ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ต้องการภาพที่คมชัดทั้งระนาบโดยไม่สามารถใช้ช่องรับแสงเข้ามาช่วยเหมือนเลนส์กล้องถ่ายภาพได้ แต่ไม่ได้ต้องการความแม่นยำสูงมาก ๆ เหมือนชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมที่ใช้กับเลนส์กล้องถ่ายภาพ เพราะตามีความสามารถในการแยกรายละเอียดต่ำกว่าฟิล์มมาก ๆหลายท่านคงสงสัยว่า เจ้าเลนส์ Aspherical คืออะไร จำเป็นหรือไม่ที่ต้อง
ชิ้นเลนส์ของกล้องถ่ายภาพจะมีผิวหน้าที่เป็นทรงกลมโค้งอย่างน้อย 1 ด้าน เพื่อให้เลนส์สามารถรวมแสงเกิดภาพบนฉากรับภาพขึ้นได้ แต่ความโค้งนี้เองได้สร้างปัญหาหลายอย่างให้กับภาพที่ได้ เช่น เกิดความผิดเพี้ยนของรูปทรง เกิดการเหลื่อมของสี ฯลฯ ซึ่งเราเรียกความผิดปกติของภาพที่เกิดขึ้นนี้ว่า Aberation หรือความคลาดความคลาดทรงกลมหรือ Spherical Aberation เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความโค้งของผิวหน้าเลนส์ที่เป็นทรงกลม เนื่องจากแสงสะท้อนจากวัตถุที่ผ่านด้านขอบเลนส์จะไปตกใกล้กว่าแสงที่ผ่านกลางเลนส์ ทำให้ภาพของวัตถุบนฟิล์มมีทั้งภาพที่ชัดและไม่ชัดซ้อนกันอยู่ ผลก็คือ ภาพจะขาดความคมชัด จะเห็นได้ชัดเจนกับรายละเอียดที่มีขนาดเล็ก ๆ และเลนส์จะไม่สามารถแยกรายละเอียดที่มีขนาดเล็ก ๆ ได้
การแก้ไขความคลาดทรงกลมมีด้วยกันหลายวิธี เช่น1.ใช้ชิ้นแก้วทรงกลมแบบ Negative และ Positive2.ใช้ชิ้นเลนส์แบบไม่เป็นทรงกลม หรือ ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลม(Asphreric Surface)3.ใช้ชิ้นเลนส์ลอยตัว(Floating Element)4.ลดขนาดช่องรับแสงลง เพื่อให้ใช้พื้นที่ของชิ้นเลนส์ลดลงและลดขนาดของ Circle of confusion ให้เล็กลงชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลม จะมีลักษณะโค้งไม่เท่ากันทั้งผิวหน้า ดังตัวอย่าง สามารถหักเหแสงที่ขอบเลนส์ให้มาตกจุดเดียวกับแสงที่มาจากกึ่งกลางเลนส์ได้ ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมจะมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ1.แบบ Ground ใช้วิธีการฝนเลนส์ให้ได้ผิวหน้าเลนส์ให้เป็นแบบ Aspheric ซึ่งต้องอาศัยกรรมวิธีพิเศษในการขัด2.แบบ Mold เป็นวิธีการหล่อชิ้นเลนส์จากแม่พิพม์ที่เป็นแบบ Aspheric ซึ่งวัสดุที่ใช้มีทั้งแบบพลาสติกและแก้ว3.แบบ Hybrid โดยการใช้ Resin ประกบเข้ากับผิวหน้าของเลนส์ปกติ ให้ได้ผิวหน้าแบบ Aspheric ผู้ผลิตเลนส์แต่ละรายจะใช้วิธีการแก้ไขความคลาดทรงกลมที่แตกต่างกันออกไปตามราคาขายของเลนส์ ส่วนใหญ่จะมีใช้ทั้ง 3 แบบ แต่ละแบบมีความสามารถแก้ความคลาดทรงกลมได้ผลดีแตกต่างกันไป ด้วย แบบ Hybrid จะมีต้นทุนต่ำที่สุด ผลิตได้เร็ว ปัญหาการผลิตน้อย แต่แก้ความคลาดทรงกลมได้แม่นยำน้อยกว่าแบบอื่น ๆ (ขึ้นกับการออกแบบและคุณภาพในการผลิตด้วย คงไม่สามารถเหมารวมได้ทั้งหมด) มักใช้กับเลนส์ซูมมุมกว้าง ซึ่งปัญหาที่เจอะเจอกับเลนส์ประเภทนี้คือ ความทนทาน มักขึ้นฝ้าง่ายมาก (แต่กับ Minolta 28-80mm.F2.8 G ยังไม่เจอปัญหานี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นแบบ Hybrid เช่นกัน ดังนั้นคงไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกตัวต้องเป็น) ภาพมีแฟลร์ง่าย และความเปรียบต่างไม่สูงเท่าไรนักแบบ Mold จะมีต้นทุนในการทำแม่พิมพ์สูง สามารถผลิตเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมได้จำนวนมาก รวดเร็ว คุณภาพดี และไม่มีปัญหาในเรื่องความทนทาน(ถ้าทำจากแก้ว) นำมาใช้กับเลนส์กล้องคอมแพคและกล้อง SLR กันอย่างแพร่หลาย เพราะต้นทุนเมื่อผลิตจำนวนมากต่ำ และได้เลนส์คุณภาพดีแบบ Ground จะมีคุณภาพดีกว่าแบบอื่น ๆ (ถ้าผลิตและออกแบบดี) แต่ต้นทุนสูงมาก จึงใช้กับเลนส์ที่สามารถขายได้ในราคาแพงมากเท่านั้น มีความทนทานสูงขนาดของชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมและตำแหน่งที่วางจะมีผลต่อคุณภาพของเลนส์ที่ได้ด้วย ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมขนาดใหญ่ วางไว้ด้านหน้าเลนส์จะได้คุณภาพที่ดีกว่าชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมขนาดเล็กหรืออยู่ด้านหลัง ในทางทฤษฎี เลนส์ที่มีชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมจะให้คุณภาพที่ดีกว่าเลนส์ที่ไม่มี แต่ไม่จำเป็นเสมอไปในทางปฎิบัติ ผู้ผลิตเลนส์ปัจจุบันนำชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมมาใช้เพื่อจุดประสงค์หลายประการ เช่น เพื่อให้ออกแบบเลนส์ได้ง่ายขึ้น เพื่อลดจำนวนชิ้นเลนส์ลงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ เพื่อสามารถสร้างเลนส์ซูมมุมกว้างมาก ๆ ได้ มีเลนส์จำนวนไม่มากนักที่ใช้ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมเพื่อจุดมุ่งหมายในการเพิ่มคุณภาพของเลนส์ให้ถึงขีดสุด แต่ปัญหาที่ตามมาของการใช้ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมก็มีด้วยเช่นกัน เช่น การที่ไม่สามารถเคลือบผิวหน้าชิ้นเลนส์ด้านที่เป็น Layer ได้ ทำให้มีแฟลร์สูงและเกิดแฟลร์ง่ายแม้จะมีชิ้นเลนส์จำนวนไม่มากก็ตาม อายุการใช้งานไม่ยาวนัก สีสันของภาพไม่สดใส ในขณะที่มีวิธีการแก้ความคลาดทรงกลมที่ได้ผลดีอยู่อีกหลายอย่างด้วยกัน เช่น การเลือกชนิดของแก้ว หรือการใช้ชิ้นเลนส์ลอยตัว ซึ่งมีความสามารถในการแก้ความคลาดทรงกลมไม่แพ้การใช้ชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมเท่าไรนักดังนั้น หากคุณจะซื้อเลนส์ ไม่ได้หมายความว่า มีชิ้นเลนส์แก้ความคลาดทรงกลมแล้วจะต้องดีกว่าเลนส์ที่ไม่มีเสมอไป ขึ้นกับการออกแบบที่ลงตัว และการผลิตมากกว่า ฉะนั้นจึงต้องดูเป็นรุ่น ๆไปด้วย
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ประโยชน์การวัดแสงและคุมโทนสี
ภาพซ้าย เห็นภาพปุ๊บ ยก เล็ง
โดยไม่ปรับตั้งอะไรเลย จะได้ภาพแบบนี้ ขาวนวลเนียน แต่ไม่มีรายละเอียด!!
ภาพขวา แต่ถ้าไปแบบมีความรู้เรื่องการวัดแสงและคุมโทนสี แล้วจะได้แบบนี้ครับ
โดยไม่ปรับตั้งอะไรเลย จะได้ภาพแบบนี้ ขาวนวลเนียน แต่ไม่มีรายละเอียด!!ภาพขวา แต่ถ้าไปแบบมีความรู้เรื่องการวัดแสงและคุมโทนสี แล้วจะได้แบบนี้ครับ


ภาพซ้าย เเดินๆไป อืมม์ แสงเงาสวยจัง เหมือนเดิม ยก เล็ง กล้องมันฉลาดน่ะ ผลก็คือ

ภาพขวา แต่.... ใช้ความรู้ซักนิด จะได้แบบนี้


เปรียบเทียบชอตต่อชอต
รูปแรกจะเป็นพวกออโต้ เล็งแล้ว ให้กล้องจัดการหมด รูปที่สองจะเป็นรูปที่เราจัดการกล้องด้วยความรู้ที่ได้อบรมมานะครับ
ปล. ทุกรูป ไม่มีการปรับแต่งแต่อย่างใด เพียงแต่Resize และเซฟลดขนาดเพื่อลงเวบเท่านั้นนะครับ
ปล. ทุกรูป ไม่มีการปรับแต่งแต่อย่างใด เพียงแต่Resize และเซฟลดขนาดเพื่อลงเวบเท่านั้นนะครับ
อีกชุดละกันครับ เห็นกันได้ค่อนข้างชัดเจน
หรือมาคุมค่าการเปิดรับแสง แม้แต่ส่วนมืดที่สุดก็ยังมีรายละเอียด ส่วนสว่างที่สุดก็ยังมีรายละเอียดเช่นกัน
ปล.อีกที คนที่มาอบรม ขอความกรุณาอ่านเรื่องการวัดแสง การเปิดรับแสง และไล่ค่าการเปิดรับแสงในห้องเรียนของเว็บให้ชำนาญนะครับ เอาให้ได้แบบว่า วัดแสงแล้วเปิดชดเชย + - 5 stop โดยคุมค่ารูรับแสงตามเดิม จะต้อง
เข้าใจ ปรับตั้งได้ทันทีไม่มีเกี่ยงงอนนะคร้าบบบบบบและ อิอิ เตรียมโน้ตบุคที่มีPhotoshop CS, Microsoft Excel, และเครื่องคำนวนทางวิทยาศาสตร์ เช่นCasio FX 3600P มาด้วยนะครับ และถ้าtake log แทนค่าสมการเก่งๆด้วยจะดีมาก เราเตือนคุณแล้ว ฮี่ๆๆๆๆ

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552
การถ่ายรูป
เรื่องราวทีจะบอกเล่าต่อไปนี้
อยากจะให้เพื่อนๆ มองข้ามเรื่อง ที่ว่า...
...ใครเป็นคนถ่าย.....ภาพสวย.จัง... มุมมองเยี่ยม...ยอด...
(แล้วเราจะถ่ายได้ยังไงล่ะเนี่ย)
อยากให้ลืมๆสิ่งเหล่านี้ไปสักระยะครับ....
สิ่งที่ผมอยากจะเน้นก็คือ...
เงื่อนไข ที่ทำให้ภาพดูดี ดูน่าสนใจ และดูน่ามอง...
ภาพสวยอาจจะมีส่วนจากประสบการณ์บ้าง..
เป็นเรื่องปกติ...
แต่เงื่อนไขของภาพที่สวยงาม...
ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ หรือมือสมัคร เล่น
ถ้าถ่ายภาพได้ตามเงื่อนไขหลักๆ แล้ว...
ค่าเฉลี่ยภาพที่ได้ ก็จะน่ามอง ทุกภาพครับ..
ผมกล้ายืนยันอย่างนั้น...
ซึ่งสิ่งที่ผมจะพูดต่อจากนี้ไป...
ก็จะเป็น เรื่องของ
1) แสงเงา
2) เวลาที่เหมาะสม
3) การหาจุดเด่น และ จุดนำเสนอ
4) การนำเสนอเรื่องราว 2จุดภายในภาพเดียวกัน
ส่วนเรื่อง ความสวยงาม ที่ลงตัว และ คุณภาพของรูป
แต่ละรูป แต่ละจังหวะ มันก็จะมีความต่างไป
แล้วแต่ปัจจัยของ "โชค ..,ธรรมชาติ ..,และ ก็ประสบการณ์.." ของผู้ถ่ายครับ
ถ้าฝึกฝนบ่อยขึ้น ความยุ่งยาก ในการได้ภาพสวยก็จะลดลง ไปเองครับ
มาเริ่มต้นกันเลยครับ
คราวนี้ ใครมีกล้องยกมือขึ้น.......
อันดับแรก..ถ้าเป็นกล้อง
สิ่งที่มันจะด้อยกว่ากล้องถอดเปลี่ยนเลนส์ได้(DSLR)
ก็คือ...
การไล่โทนสี...เนื่องจากเซลรับแสงตัวเล็กจิ๋ว
เลนส์ก็เล็กจิ๋ว
และ การปรับแต่งกล้อง...ก็อาจจะทำได้ไม่มากนัก..
สำหรับตัวอย่างที่ถ่ายมาประกอบวันนี้..
ใช้กล้อง 3 ล้านพิกเซล และ กล้องโทรศัพท์
ปรับรูรับแสงไม่ได้
ปรับความไวชัดเตอร์ไม่ได้
เวลาถ่ายสิ่งที่จะทำให้ภาพที่ถ่ายมาจากกล้องดูน่ามอง
ก็ได้แก่...
หนึ่ง.....แสงเงา.....
สรุปอีกอย่างก็คือ.....ต้องไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม....เช่น ...
ไป เวลาเช้า และ เย็น หน่อย..แสงมันจะไม่แรง..มาก..และก็มีแสงเงามาก...ด้วยครับ
ถ้าไปเที่ยงๆ แสงเงาอย่างที่เห็นในภาพต่อไปนี้ อาจจะไม่มีให้เห็นครับ
แม้แต่ภาพเครื่องบิน ดูเหมือนว่าต้องถ่ายกลางวันแดดจัด
แต่ที่จริง ก็ถ่ายช่วงเวลาเย็นๆแสงแดดไม่แรงมาก
อยากจะให้เพื่อนๆ มองข้ามเรื่อง ที่ว่า...
...ใครเป็นคนถ่าย.....ภาพสวย.จัง... มุมมองเยี่ยม...ยอด...
(แล้วเราจะถ่ายได้ยังไงล่ะเนี่ย)
อยากให้ลืมๆสิ่งเหล่านี้ไปสักระยะครับ....
สิ่งที่ผมอยากจะเน้นก็คือ...
เงื่อนไข ที่ทำให้ภาพดูดี ดูน่าสนใจ และดูน่ามอง...
ภาพสวยอาจจะมีส่วนจากประสบการณ์บ้าง..
เป็นเรื่องปกติ...
แต่เงื่อนไขของภาพที่สวยงาม...
ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ หรือมือสมัคร เล่น
ถ้าถ่ายภาพได้ตามเงื่อนไขหลักๆ แล้ว...
ค่าเฉลี่ยภาพที่ได้ ก็จะน่ามอง ทุกภาพครับ..
ผมกล้ายืนยันอย่างนั้น...
ซึ่งสิ่งที่ผมจะพูดต่อจากนี้ไป...
ก็จะเป็น เรื่องของ
1) แสงเงา
2) เวลาที่เหมาะสม
3) การหาจุดเด่น และ จุดนำเสนอ
4) การนำเสนอเรื่องราว 2จุดภายในภาพเดียวกัน
ส่วนเรื่อง ความสวยงาม ที่ลงตัว และ คุณภาพของรูป
แต่ละรูป แต่ละจังหวะ มันก็จะมีความต่างไป
แล้วแต่ปัจจัยของ "โชค ..,ธรรมชาติ ..,และ ก็ประสบการณ์.." ของผู้ถ่ายครับ
ถ้าฝึกฝนบ่อยขึ้น ความยุ่งยาก ในการได้ภาพสวยก็จะลดลง ไปเองครับ
มาเริ่มต้นกันเลยครับ
คราวนี้ ใครมีกล้องยกมือขึ้น.......
อันดับแรก..ถ้าเป็นกล้อง
สิ่งที่มันจะด้อยกว่ากล้องถอดเปลี่ยนเลนส์ได้(DSLR)
ก็คือ...
การไล่โทนสี...เนื่องจากเซลรับแสงตัวเล็กจิ๋ว
เลนส์ก็เล็กจิ๋ว
และ การปรับแต่งกล้อง...ก็อาจจะทำได้ไม่มากนัก..
สำหรับตัวอย่างที่ถ่ายมาประกอบวันนี้..
ใช้กล้อง 3 ล้านพิกเซล และ กล้องโทรศัพท์
ปรับรูรับแสงไม่ได้
ปรับความไวชัดเตอร์ไม่ได้
เวลาถ่ายสิ่งที่จะทำให้ภาพที่ถ่ายมาจากกล้องดูน่ามอง
ก็ได้แก่...
หนึ่ง.....แสงเงา.....
สรุปอีกอย่างก็คือ.....ต้องไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม....เช่น ...
ไป เวลาเช้า และ เย็น หน่อย..แสงมันจะไม่แรง..มาก..และก็มีแสงเงามาก...ด้วยครับ
ถ้าไปเที่ยงๆ แสงเงาอย่างที่เห็นในภาพต่อไปนี้ อาจจะไม่มีให้เห็นครับ
แม้แต่ภาพเครื่องบิน ดูเหมือนว่าต้องถ่ายกลางวันแดดจัด
แต่ที่จริง ก็ถ่ายช่วงเวลาเย็นๆแสงแดดไม่แรงมาก




ถ้าบอกว่า ถ่ายแต่ตอนเช้าและตอนเย็น
....แล้วกลางวันแดดแรงๆ เราจะไปถ่ายอะไร....?
เวลาเราไปท่องเที่ยว เมื่อวันเวลาของการหยุดพักผ่อน
กว่าจะตื่นนอน กว่าจะเดินทางไปถึงสถานที่ๆเราอยากจะบันทึกรูป....
แสงแดดมันก็แรงเสียแล้ว...
ฟันธง....
ถ่ายภาพในร่ม ...พยายามอยู่ใกล้ๆชายคา...เข้าไว้
แสงทะลุจากเงาไม้
ชายคา ร่มเงา จะได้แสงนุ่มๆ จากแดดแรงๆ สาดส่องเข้ามา
ทำให้ภาพที่ได้มี แสงเงาสวยงามไม่แพ้กับช่วงเวลายามเช้า
ตามตัวอย่างภาพข้างล่าง
ภาพบุคคล ก็อาศัยการยืนบริเวณร่มเงาของตัวอาคารที่มีแสงแดดสาดเข้ามาทางด้านข้าง
ภาพรถแดงและ ภาพรถจักรยาน ถ่ายจากบริเวณตรอกเล็กๆมีตึกสูงเป็นตัวบังแดด
ก็ได้ ความสว่างจาก แสงแรงๆตอนเที่ยงวันมาช่วยทำให้ได้สภาพแสงที่นุ่มนวล
....แล้วกลางวันแดดแรงๆ เราจะไปถ่ายอะไร....?
เวลาเราไปท่องเที่ยว เมื่อวันเวลาของการหยุดพักผ่อน
กว่าจะตื่นนอน กว่าจะเดินทางไปถึงสถานที่ๆเราอยากจะบันทึกรูป....
แสงแดดมันก็แรงเสียแล้ว...
ฟันธง....
ถ่ายภาพในร่ม ...พยายามอยู่ใกล้ๆชายคา...เข้าไว้
แสงทะลุจากเงาไม้
ชายคา ร่มเงา จะได้แสงนุ่มๆ จากแดดแรงๆ สาดส่องเข้ามา
ทำให้ภาพที่ได้มี แสงเงาสวยงามไม่แพ้กับช่วงเวลายามเช้า
ตามตัวอย่างภาพข้างล่าง
ภาพบุคคล ก็อาศัยการยืนบริเวณร่มเงาของตัวอาคารที่มีแสงแดดสาดเข้ามาทางด้านข้าง
ภาพรถแดงและ ภาพรถจักรยาน ถ่ายจากบริเวณตรอกเล็กๆมีตึกสูงเป็นตัวบังแดด
ก็ได้ ความสว่างจาก แสงแรงๆตอนเที่ยงวันมาช่วยทำให้ได้สภาพแสงที่นุ่มนวล



ต่อไป.....ก็เป็นเรื่องของสถาปัตยกรรมกล้องคอมแพ็ค ถ่ายอย่างไรถึงจะสวย?
สิ่งที่เราจะต้องพิจารณา หลักๆ ก็มีอยู่ 2 ส่วนก็คือ
1) การนำเสนอจุดเด่น....ของสถานที่นั้นๆ...
เรื่องการนำเสนอจุดเด่น สามารถนำไปใช้ได้กับทุกสไตล์การถ่ายภาพครับ..
ไม่ว่าจะเป็นกล้องถูกหรือกล้องแพง...
ถ้าเราหาจุดเด่นของสถานที่นั้นไม่ได้...
ภาพที่เราถ่ายออกมา..มันก็จะดู..จืดมากๆๆ...ครับ...
ดังนั้น ก่อนจะโทษอุปกรณ์...พยายาม...
มองสถานที่ที่เรากำลังจะถ่ายว่า...
ที่นี้ ...อะไรมันเด่น...
แล้วก็ค่อยๆ หามุมสวยๆ....
เพื่อที่จะดึงจุดเด่นของสถานที่นั้นออกมาให้ได้...
เน้นว่า...ต้องค่อยๆ ..คิดค่อยๆดูนะครับ...
ค่อยๆถ่าย..อย่าใจร้อนครับ....จะก็อปมุมคนอื่นบ้างก็ไม่ผิดครับ..
ถือว่าถ้าได้รูปสวย ถึงแม้ว่าจะมุมซ้ำกับคนอื่น
ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรสวยๆกลับไปเลยครับ...


2) ก็เป็นเรื่องของฉากหลังที่มีสีสัน.ที่จะทำให้ภาพสถาปัตยกรรม จากกล้อง..คอมแพ็ค ของเราดูน่ามองขึ้น....
ที่เห็นกันชัดๆ ก็คือ ท้องฟ้าที่มีสีสันสวยงาม ถ้าไปถูกที่ถูกเวลา
ก็อาจจะได้ภาพสถาปัตยกรรมที่มีฉากหลังมีสีสันสวยงาม ดังตัวอย่างภาพ


ภาพไหวๆ แสงเป็นสาย....กล้องถ่ายอย่างไร..?
1) การถ่ายภาพในที่แสงน้อย ด้วยการตั้ง ISO ให้ต่ำๆ เอาไว้ เช่น ISO 50, ISO 100
จะทำให้กล้องต้องการแสงมากกว่าปกติ ซึ่งก็จะทำให้ ความไวของชัดเตอร์สปีดช้าตามไปด้วย
ดังภาพตัวอย่างข้างล่าง
เป็นภาพที่ถ่ายด้วยกล้องคอมแพ็ค 2ล้านพิกเซล ในที่ๆมีแสงน้อย
ถ้าปิดแฟลช และถือกล้องนิ่งๆ ก็จะได้ภาพที่มีการเคลื่อนไหวดูสวยงาม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องอย่าลืมเน้นย้ำให้ ตัวแบบ ยืนนิ่งๆด้วย
2) การปรับ กล้องไปที่โหมด “การถ่ายภาพวิวกลางคืน”
การใช้กล้องโทรศัพท์ 3 ล้านพิกเซลถ่ายภาพกลางคืน ควรจะใช้โปรแกรมการถ่ายภาพกลางคืน
เพื่อทำให้กล้องเปิดรับแสงให้นานๆ และยิ่งถ้าเรารอจังหวะที่รถวิ่งออกตัวด้วย ก็ยิ่งจะทำให้ภาพรถดูพลิ้ว...
เบลอเป็นสาย..น่าดูสวยงามมากซึ่งทั้งสองวิธีนี้ควรที่จะใช้ขาตั้งกล้องประกอบไปด้วย
หรือ ถ้าไม่มี ก็ควรที่จะหา กำแพง, เสาไฟ, รั้วเตี้ยๆ หรือวัตถุที่มั่นคง และไม่สูงนัก
เอาไว้ ให้กล้องสามารถวาง หรือ ทาบ จะได้ลดการสั่นของกล้อง ให้น้อยที่สุด
สิ่งที่สำคัญ ที่ผมไม่อาจจะปิดบังได้..ก็คือ...
การปรับแสงสี...การทำกรอบตกแต่ง
มีตัวอักษร...ด้วยคอมพิวเตอร์ภายหลัง..
ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ภาพหน้ามองขึ้นด้วย....
การปรับ...Level... ทำให้ภาพมีคอนทราสจัดขึ้น
ปรับ Saturation สีก็จะสดขึ้น...
http://www.rpst-digital.org/forum/s...36&page=1&pp=15
ซึ่งถ้าเป็นกล้อง คอมแพ็ค แบบแพงๆ..ทั้งความสดความคมจัดจ้านของสี..
อาจจะปรับแต่งจากตัวกล้องได้เลย...ครับ..
ถ้าเป็นกล้องถูกๆแบบของผม..อาจจะต้องอาศัยวิชามาร เอ๊ยวิทยายุทธ..
ปรับแต่งในคอม...เอาทีหลัง
สรุปว่า.... กล้องอย่าไปสนใจมันมากครับ..มีเงิน...รักจริง...ค่อยเปลี่ยน..เป็นของแพงขึ้น...
ขอเน้นว่า...ไปให้ถูกเวลา....
...หาจุดเด่นของสถานที่ให้ได้...
....บางครั้งอาจจะต้องรอ..ให้ได้คนหรือรถ..หรือสัตว์มาเข้าฉากบ้าง...
เท่านี้ก็ถือว่าเป็นสูตรสำเร็จ ที่จะทำให้ภาพน่ามองแล้วหละครับ...
ส่วนเรื่องการวางองค์ประกอบ จะมาเล่าให้ฟังในคราวต่อไปนะครับ...
เอาแบบ ฟันธงง่ายๆไปก่อน....
ขอให้มีความสุขในการถ่ายภาพนะครับ...
ใครมีภาพจากกล้อง แล้วอยากจะโชว์เพื่อนๆ
แจมได้เลยครับ
...
ขอให้มีความสุขในการถ่ายภาพนะครับ... 
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

