วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ชนิดของเลนส์

กล้องดิจิตอลต้องอาศัยเลนส์เช่นเดียวกับกล้องใช้ฟิล์ม เลนส์ของกล้อง ดิจิตอลทำหน้าที่รวมแสงที่สะท้อนมาจากวัตถุ ทำให้เกิดภาพบน Image Sensor เช่น เดียวกับเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสงให้เกิดภาพ



เลนส์ทำหน้าที่ควบคุมมุมการรับภาพ หรือมุมการมองเห็นของอิมเมจเซ็นเซอร์ว่าจะเก็บภาพได้กว้างหรือแคบเพียงไร เลนส์มีผลต่อขนาดวัตถุที่ปรากฏในภาพ



เลนส์มุมกว้างให้ภาพมุมกว้าง วัตถุที่ปรากฏในภาพมีขนาดเล็ก



ส่วนเลนส์ถ่ายไกลให้ภาพที่ปรากฏเป็นมุมแคบๆ เจาะส่วน และขนาดภาพที่ปรากฏจะใหญ่ เลนส์มีผลต่อสัดส่วนของภาพ และเลนส์ทำหน้าควบคุมปริมาณแสง คุณภาพของเลนส์มีผลอย่างมากต่อสีสัน ความคมชัด และรายละเอียดบน Image Sensor



เลนส์คุณภาพสูงหรือเลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับกล้องดิจิตอลโดยเฉพาะจะให้ภาพที่ ดีกว่าเลนส์ทั่วไปมากๆ เมื่อใช้กับกล้องดิจิตอล เลนส์ ของกล้องดิจิตอลและกล้องถ่ายภาพทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็นเลนส์ประเภทต่างๆ โดยอาศัยทางยาวโฟกัสของเลนส์ ซึ่งทางยาวโฟกัสคือ ระยะทางระหว่างกึ่งกลางของเลนส์ (ในกรณีที่เป็นเลนส์ชิ้นเดียว) จนถึงอิมเมจเซ็นเซอร์ เลนส์ทางยาวโฟกัสสั้นที่มุม การรับภาพกว้าง เลนส์ทางยาวโฟกัสสูงมีมุมการรับภาพแคบ เลนส์ตัวเดียวกันเมื่อใช้กับอิมเมจเซ็นเซอร์ต่างขนาดกัน มุมการรับภาพก็จะแตกต่างกันออกไปด้วย เช่น เลนส์ 25 มม. เมื่อใช้กับอิมเมจเซ็นเซอร์ขนาด 1/2 นิ้วจะเป็นเลนส์เทเลโฟโต้ แต่เมื่อใช้กับอิมเม







1. เลนส์มุมกว้างพิเศษ หรือเลนส์ตาปลา (Fish-eye) มีความยาวโฟกัสน้อยมาก คืออยู่ระหว่าง 6 - 16 มม.เป็นเลนส์ที่ให้ภาพที่มีลักษณะคล้ายภาพที่ปลามองเห็นเมื่อมองขึ้นมาจากในน้ำเป็นเลนส์ที่กินมุมในการถ่ายภาพได้กว้างกว่าเลนส์ทุกชนิด คือมีมุมองศาในการรับภาพ 180-360 องศา ภาพที่ได้จะมีลักษณะโค้งกลม นิยมใช้สำหรับการถ่ายภาพในลักษณะสร้างสรรค์ และแปลกตาเพื่อให้เกิดภาพนั้นผิดแผกแตกต่างไปจากภาพถ่ายธรรมดาและต้องการให้ภาพสะดุดตาแก่ผู้ชมภาพมุมของการถ่ายภาพจะกว้างกว่าธรรมดามากประมาณ 3-4 เท่าแต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการถ่ายภาพชนิดนี้คือเท้าของผู้ถ่ายจะติดอยู่ในภาพ ถ้าผู้ถ้ายืนในรัศมีของภาพนั้นวัตถุถ่ายด้านข้างในภาพจะดูใหญ่โตน่าเกรงขาม เลนส์ชนิดนี้จะให้ช่วงความชัดลึกมาก แม้ตั้งระยะถ่ายไกลสุดก็ตาม เช่น เลนส์ที่ขนาดความยาวโฟกัสตั้งแต่ 10 มม. ลงมาปรากฏลงบนอิมเมจเซ็นเซอร์มี 2 แบบคือ เลนส์ตาปลาแบบวงกลม จะเป็นภาพวงกลมขอบดำ และเลนส์ตาปลา แบบเต็มภาพ (Full-Frame) ขอบภาพที่เป็นเส้นตรงจะบิดโค้งมากๆ เหมาะกับภาพที่ต้องการมุมการรับภาพกว้างมากๆ หรือภาพที่ต้องการความบิดเบือนของเส้นตรง
2. เลนส์มุมกว้าง (Wide-Angle Lens) คือ เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสั้นกว่าเลนส์ธรรมดาจึงทำให้มุมของการถ่ายภาพได้กว้างกว่าใช้เลนส์ธรรมดาถ่ายมากมีระยะความชัดมาก โดยยิ่งเลนส์มุมกว้างมากเท่าไหรจะทำให้สิ่งที่อยู่ใกล้โตและไม่ได้สัดส่วน(สวยไปอีกแบบ)ใช้ถ่ายในสถานที่อันจำกัดไม่สามารถตั้งกล้องให้ห่างจากที่ถ่ายได้มาก เช่นการถ่ายภาพสิ่งก่อสร้างสูงๆ หรือยาวมาก ๆ ซึ่งต้องการถ่ายอยู่ในภาพทั้งหมดเบื้องหลังของผู้ถ่ายมีสิ่งกีดขวางไม่สามารถถอยไปได้อีก เช่น ติดกำแพงแม่น้ำ โดยเลนส์เหล่านี้จะมีขนาดความยาวโฟกัสประมาณตั้งแต่ 16 - 35 มม.


ภาพจะมีความโค้งเป็นรัศมีวงกลมเลนส์มุมกว้าง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ


2.1 เลนส์มุมกว้างธรรมดา (Moderate Wide-angle lens) มีความยาวโฟกัสระหว่าง28-35 มม. มีมุมองศาในการรับภาพระหว่าง 74-62 องศาภาพที่ที่ถ่ายได้จะประมาณนี้


2.2 เลนส์มุมกว้างมาก (Ultra Wide-angle lens) มีความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 13 -24 มม. มีมุมองศาในการรับภาพ 118-84 องศาภาพที่ได้จะประมาณนี้


3. เลนส์ถ่ายไกล(Telephoto) คือ ) เป็นเลนส์เหมือนกล้องส่องทางไกลเป็นเลนส์ที่มีความยาวของโฟกัสยาวกว่าเลนส์ธรรมดา ทำให้มุมการถ่ายภาพแคบลงคือทำหน้าที่ขยายภาพที่อยู่ไกลให้โตขึ้น เสมือนหนึ่งที่ไปตั้งอยู่ใกล้ ๆกับวัตถุที่ถ่าย สะดวกในการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ไกลซึ่งขณะนั้นผู้ถ่ายไม่สามารถเข้าไปตั้งกล้องในระยะใกล้ ๆ กับวัตถุนั้นได้เช่น การถ่ายภาพสงคราม การแข่งกีฬา การถ่ายภาพน้ำ เช่นเลนส์ที่ขนาดความยาวโฟกัสมากกว่า 135 มม. ขึ้นไปภาพสัตว์ป่า ภาพบุคคล ฯลฯ เลนส์ถ่ายไกลยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Telephoto และ Super Telephoto
4. เลนส์มาตรฐาน (Normal Lens) คือ เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสเท่ากับเส้นทแยงมุมของอิมเมจเช็นเซอร์ ใช้ในการถ่ายภาพทั่วๆ ไป
มีความยาวโฟกัส ระหว่าง 40-58 มม. ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขนาด 50 มม. (โดยวัดจากกึ่งกลางเลนส์ถึงฟิล์มหรือCCD)


เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มเรียนรู้ในเรื่องการถ่ายภาพ เป็นเลนส์ที่มีองศาในการรับภาพ กว้างประมาณ 47 องศา ซึ่งใกล้เคียงกับสายตาของมนุษย


5. เลนส์ซูม (Zoom Lens) คือเลนส์ที่สามารถเปลี่ยนทางยาวโฟกัสได้ในตัวเดียวกัน สามารถให้ภาพกว้างและแคบได้ เป็นเลนส์ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากสะดวกและยังให้คุณภาพที่ดียอมรับได้สามารถเลือกใช้ระยะโฟกัสเท่าใดก็ได้ตามที่เลนส์นั้นบอกไว้ เช่น 70 -200มม. , 85 - 300 มม. , 800 - 1200 มม. เป็นต้น สามารถแบ่งออกเป็นหมวดย่อยๆ เช่น
เลนส์ซูมมุมกว้าง
เลนส์ซูมเทเลโฟโต้
เลนส์ซูมมุมกว้าง-เทเลโฟโต้
ส่วนเลนส์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนทางยาวโฟกัสได้เรียกว่าเลนส์เดี่ยว (Fixed Focal Length Lens) จะให้คุณภาพที่ดีกว่าเลนส์ซูม แต่ไม่สะดวกในการใช้งานเท่าไรนัก เหมาะกับการถ่ายภาพคุณภาพสูงมากๆ เป็นหลัก นอกจากการแบ่งตามความยาวโฟกัสของเลนส์แล้ว ยังแบ่งเลนส์ออกเป็นหมวดย่อยๆ ตามลักษณะพิเศษของเลนส์ได้ เช่น
1. เลนส์มาโคร (Macro Lens) คือ เลนส์ที่ออกแบบให้ใช้ถ่ายภาพในระยะใกล้กว่าปกติ ซึ่งเลนส์ทั่วไปจะไม่สามารถถ่ายภาพในระยะใกล้มากๆ ได้ เช่น เลนส์ 105 มม.มาโคร 200 มม.มาโคร
2. เลนส์ Soft เป็น เลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับการถ่ายภาพบุคคล สามารถทำให้ภาพนุ่มๆ ได้และปรับระดับความนุ่มนวลไ ด้อีกด้วย เช่น 135 มม.F/2 DC
3. เลนส์กระจก (Mirror Lens) เป็นเลนส์ที่ใช้กระจกสะท้อนภาพแทนชิ้นเลนส์ใส เพื่อลดขนาดเลนส์และทำให้เลนส์มีต้นทุนถูกลง เช่น 500 มม. f/8 Mirror แต่คุณภาพของภาพถ่ายที่ได้จะไม่ดีเท่าไรนัก









Mirror Lens
4. เลนส์ควบคุมสัดส่วนของภาพ (Perspective Control Lens) เป็นเลนส์ที่ สามารถแก้การบิดเบือนของภาพ ใช้ใน
การถ่ายภาพงานสถาปัตยกรรม ภาพทิวทัศน์ที่ต้องการความสมจริง หรือใช้ในการเปลี่ยนแปลงระนาบความคมชัดเพื่อให้ได้คามชัดลึกสูงสุด เช่น 28 มม.PC
5. เลนส์ป้องกันความสั่นไหวของภาพ (Vibration Control Lens) เป็นเลนส์ที่ มีกลไกพิเศษช่วยป้องกันการสั่นไหวของภาพได้ เหมาะกับการถ่ายภาพในที่สภาพแสงน้อยๆ หรือภาพที่ต้องการใช้ความเร็วชัดเตอร์ต่ำ เพื่อป้องกันการสั่นไหวของมือ แต่ไม่สามารถชดเชยการเคลื่อนที่ของวัตถุได้
6. เลนส์แก้ความคลาดสี (Aporhromatic Correction Lens) มักใช้ชื่อทางการค้าว่า ED, L, APO คือ เลนส์ที่ใช้ชิ้นเลนส์พิเศษ ที่มีการกระจายแสงต่ำ ดัชนีหักเหสูง (High Reflexive Index Low Dispersion Glass) เพื่อลดความคลาดสีบริเวณขอบภาพ ทำให้ภาพมีความคมชัดสีสันสมจริงมากยิ่งขึ้น
7. เลนส์แก้ความคลาดทรงกลม เป็นเลนส์ที่ใช้ชิ้นเลนส์พิเศษที่ผิวหน้าไม่เป็นทรงกลม เรียกว่าชิ้นเลนส์ Aspherical Lens (เลนส์ ปกติผิวหน้าจะเป็นทรงโค้งวงกลม) เพื่อแก้แสงบริเวณของภาพให้ตกในระนาบเดียวกันทำให้ภาพกลางภาพและขอบภาพมี ความคมชัดใกล้เคียงกัน ซึ่งมักใช้ในเลนส์มุมกว้างและเลนส์ซูมคุณภาพสูง

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

มีเทคนิคถ่าย ภาพรับปริญญาแบบชิลๆ มาฝากครับ

เริ่มกันเลย... ลองถ่ายอะไรที่ไม่ใช่คน แต่เกี่ยวข้องกับงานไว้บ้างก็ดีนะครับ เช่น logo มหาลัย ใบปริญญาบัตร ตุ๊กตาหมีที่แฟนซื้อให้ ฯลฯ ภาพจะได้มีหลากหลายครับ ไม่ใช่มีแต่คน คน คน...




บางทีดอกไม้ช่อไม่ต้องใหญ่มากจะสวยงามกว่า จัดองค์ประกอบภาพง่ายกว่าหลาย ๆ งานที่เจอมา ซื้อกันมาช่อโตมาก บัณทิตถือแล้วยังต้องมีคนประคองแล้วจะ ถ่ายยังไงให้สวย ดอกไม้บังมิดเห็นแต่หัวบัณฑิต...

ภาพนี้ไม่มีอะไร แค่ถ่ายให้รู้ว่าหนูจบจากที่ไหน แต่ถ้าจะถ่ายแบบตรง ๆ
คง ธรรมดาไป ลองเดินซ้าย เดินขาวหามุมก่อน เลยได้ภาพนี้ออกมา



สองภาพนี้ ผมเลือกฉากหลังก่อน เห็นใบไม้โดนแสงสวยงาม จึงบอกให้น้องมายืนโดย ให้โดนแสงเฉียงข้าง ๆ ค่อนไปข้างหลังเล็กน้อย ให้เกิดริมไลท์ที่ผม หันหน้าหลบ ไม่ให้ใบหน้าโดนแสง ใช้รีเฟลก วางด้านหน้าด้านขาวของแบบ... แล้วใช้ ช่วง เลนส์ 200


เวลาจะถ่ายภาพ มักจะเจอคำถามเสมอ ๆ "ถ่ายงี้ได้เหรอ ย้อนแสงน๊า"
จริง ๆ แล้วถ่ายคนย้อนแสงเนี่ยผมว่าสวยนะ ถ้าเรารู้จักเลือกฉากหลัง แล้วก็รู้จักลบเงาบนหน้าออกไป ฉากหลังก็เลือกตามชอบใจ แต่ถ้าจะให้คนเด่น ๆ ก็เลือกเข้ม ๆ หน่อยครับ

ส่วนวิธีลบเงาบน หน้าออกไป ผมนิยมใช้รีเฟลก แต่จะใช้แฟลชก็ไม่ผิดกติกานะครับ ได้เหมือน กัน แต่อย่าให้แสงแฟลชแรงไป ภาพมันจะไม่เป็นธรรมชาตินะครับ...

ภาพนี้จริง ๆ แล้วด้านหลังคนเยอะมาก ทำให้ภาพดูรก ผมรีบถ่ายภาพให้เสร็จคน แรก แล้วรีบวิ่งออกมานั่งลงกับพื้น เพื่อที่จะถ่ายมุมเสยขึ้น เพื่อหลบความ วุ่นวายของฉากหลัง ในขณะที่ทุกคนยังคงยิ้มให้กับกล้องคนอื่นอยู่...

นี่ก็เป็นอีกมุมสุดฮิตที่ถ่ายกันในสตูดิโอ ถ้าเจอกระจกสั่งให้น้องเข้าไปยืนพิงได้เลยครับ จะให้มองกล้องตรง ๆ หรือมองในกระจกก็ได้ ไม่ผิดกติกา...

จริง ๆ แล้วภาพนี้มีข้อเสีย ปลายเสื้อครุยด้านซ้ายมันไม่เรียบร้อย แต่โดยรวม แล้วผมชอบครับ ยืนเกาะลูกกรงไม่ต้องมองกลัอง ใจลอยคิดถึงแฟนให้แบบอยู่ ชิดด้านขวาของภาพ ลายเส้นของลูกกรงวิ่งจากด้านซ้ายไปหาแบบ...
ภาพนี้คลาย ๆ ภาพข้างบน แต่เปลี่ยนเป็นเอาแบบมาอยู่ด้านซ้ายภาพ แล้วควบ คุมชัดลึกให้พอดี ให้เสามันค่อย ๆ หายไปที่ละต้น สำหรับข้อเสียหรือเปล่า ไม่รู้นะครับ ว่าภาพนี้แสงโดนหน้าแบบเต็ม ๆ กับด้านขาวสุดภาพมีถัง เหลือง ๆ ติดเข้ามา ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันไม่ดีหรือเปล่า...
มุขนี้ใช้ได้เฉพาะถ่ายสองคนเท่านั้น ทั้งกับเพื่อนสนิท หรือกับคนรู้ใจ
ถ้า จะให้ดีหาที่นั่งหันหน้าเข้าหากัน แล้วให้มองตากัน ส่วนใหญ่จะอาย
ต้องหา จังหวะดี ๆ แล้วรีบกดชัดเตอร์เลยครับ



ถ่ายสาว ๆ จะเจอบ่อยมาก "พี่คะ.. ถ่ายให้หนูดูผอม ๆ นะคะ" คิดหนักเลยครับจะ ถ่ายไงดีเนี่ย.. ผมใช้เลนส์ช่วง 24 เลยครับ ถ่ายมุมกดลงนิด ๆ วางภาพให้ หน้าแบบอยู่ชิดด้านบน ถือดอกไม้ยื่นมาซะหน่อย เพื่อบังไม่ให้เห็นเท้าเท่า นี้แหละครับ หน้าเรียวสมใจ... ขอบคุณพี่มากค่ะ

ปล. แต่น้องคนนี้เค้าไม่อ้วนนะครับ อย่าเข้าใจผิด


ภาพนี้ถ่ายก่อนหรือหลังภาพมองตากันไม่รู้ครับ แต่มุมเดียวกัน ถ่ายเสยขึ้นเพื่อ ให้เห็นตัวอาคาร เพื่อความทรงจำ กับหลบฉากหลังรก ๆ ครับ เท่านี้แหละครับ สำหรับ ภาพนี้...
tips
การถ่ายรูปหมู่รวมกับญาติ เพื่อน คนรู้จัก บางทีไม่จำเป็นต้องถ่ายแบบหน้าตรงติดบัตรเสมอไปนะครับ ลองคิดดูสิครับถ่ายไป 6-7 ม้วน ถ่ายรูปหมู่ซะ 3-4 ม้วนมีแต่รูปยืนตรง กันเป็นกลุ่มทั้งหมดมันจะน่าเบื่อขนาดไหน

ลองหาแอคชั่นมันส์ ๆ ฮา ๆ ถ่ายบ้างก็ดีนะครับ ภาพที่ดีบางทีไม่จำเป็นต้องสวย หล่อ แต่ดูแล้วได้ อารมณ์ เรียกว่าเปิดดูที่ไรหัวเราะทุ๊กที...

อยากให้ดูสองภาพนี้....

tips
แค่ถ่ายจากด้านหน้า กับเดินมาถ่ายจากด้านหลัง ผิดกันเยอะเลยนะครับ
ต้องขยันเดินหามุมครับ

ภาพแรกถ่ายจาก ด้านหน้าแถว เห็นหน้าทุก ๆ คน มีทั้งคนยิ้ม และไม่ยิ้ม
เพราะมันร้อน เลยได้ภาพแบบนี้มา แต่ถ้าเราเดินมาด้านหลังซื่งไม่เห็น
หน้าใครแล้วให้ บัณทิตเราหันหน้ากลับมา เท่านี้บัณทิตเราก็จะเด่นขึ้น
มาทันที...

จริง ๆ แล้วจะถ่ายจากด้านหน้าแถวก็ได้นะครับ โดยใช้เลนส์ช่วง 200
ถ่ายให้ชัด เฉพาะบัณทิตเราคนเดียว ก็จะเด่นได้เหมือนกัน


รู้สึกอย่างไรบ้างครับ)

tips
ภาพแรกเป็นภาพหมู่ปกติที่เรามักจะ ถ่ายกันเป็นประจำอยู่แล้ว
เอาไว้ถ่ายกับญาติผู้ใหญ่ แค่ยืนตรง ยิ้มสวย ๆ ก็คงพอ (นี่ขนาดบอกให้ยิ้มแล้วนะครับ..)

ที่นี้เรามาทำภาพหมู่ ธรรมดา ให้ไม่ธรรมดา
ง่าย ๆ เพียงแค่ให้เด็ก ๆ ไปอยู่ข้างหลังแล้วกระโดดชูไม้ชูมือ ทำหน้ามันส์ ๆแค่นี้เอง อารมณ์ของภาพเปลี่ยนไปทันที... แล้วยิ่งคุณแม่ของน้องผู้หญิงเสี้อเขียว หันไปมองน้องเค้าที่กำลังกระโดดสุดตัวด้วยแล้ว... (มีใครไม่ยิ้มไหมครับ)
ข้อ แนะนำ... ให้ลองซ้อมการกระโดดสักรอบสองรอบนะครับ เพื่อความชัวร์


การสร้างเรื่องราวให้กับภาพนั้นมีมากมายหลายแบบ สิ่งที่อยู่รอบ ๆ เราสามารถเอามาใช้ ได้หมด ลองดูสองภาพนี้

มันแปะอยู่ข้างร้านไอติม... ครับ ก็อยู่ที่เราแหละครับว่าจะเอามันมาใช้ไหม

หาพรอบจากของใก้ลตัว
พรอบใช่ว่าจะมีแต่ในสตูดิโอ มันอยู่ที่เราต่างหากว่าจะ มองหาสิ่งของรอบ ๆ ตัว
เอามาประยุกต์ใช้อย่างไร
ช่อตุ๊กตาอันนี้ถ้าถือธรรมดามันก็ ธรรมดา.. ลองหามุมแปลก ๆ บ้าง ง่าย ๆ ครับ

บัตรนักศึกษา ก็เป็นพรอบได้ ให้เห็นกันไปเลยครับ ว่าตะก่อนหน้าเด็กแค่ไหน
หากิจกรรมให้ทำครับ...

ครับ.. หาอะไรแปลก ๆ ให้ทำ ตอนทำอาจจะเขิน.. อาย... แต่เชื่อผมเถอะ
วัน หน้า เวลาผ่านไป เวลาน้องเค้าเปิดอัลบัมขึ้นมาดู เค้าต้องยิ้มแน่นอนครับ



เลนส์เทเล เหมาะกับการถ่ายแบบเน้นๆ ที่บัณฑิต ให้ฉากหลังเบลอ บัณฑิตจะดูเด่น


แบ็คกราวนด์ (ฉากหลัง)ต้องไม่รกรุงรัง
หลบๆ ผู้คนโดยใช้เลนส์เทเล ให้ฉากหลังที่รกๆ ให้เบลอซะ


เลือกฉากหลังเป็นผนัง หรืออะไรที่เรียบๆ

ถ่ายมุมกดให้ พื้นหรือสนามหญ้าเป็นฉากหลัง
หรือจะถ่ายมุม เงย ให้ท้องฟ้าหรือต้นไม้ใบไม้เป็นฉากหลัง
จุดสำคัญที่ควร ถ่าย อย่าลืมไปถ่ายคู่กับสัญลักษณ์ของคณะ ของมหา’ลัย อย่างพระบิดา ป้ายคณะ ป้ายมหา’ลัย
ที่ขาดเลยไม่ ได้สำหรับเด็ก ม.อ. คือถ่ายกับพระบิดา
ถ่ายกับป้าย คณะ ต้องระวังอย่ายืนบังป้ายจนดูไม่ออกว่าคณะอะไร โดยเฉพาะถ่ายหมู่หลายๆ คน ให้นั่งลงกับพื้นหญ้า หรือใครสะดวกจะนอนเลยก็ไม่ว่ากัน จะได้เห็นป้ายคณะชัดๆ
หมั่นซับหน้า เช็ดเหงื่อบัณฑิต (แต่ไม่ต้องถึงขั้นไปเช็ดให้เองนะครับ:-) หน้าจะได้สวยเด้ง ยิ่งถ้าใช้แฟลชแล้วต้องระวังเหงื่อเป็นพิเศษ
.เลือกถ่ายแสง เช้าหรือเย็นให้แสงสวยกว่าถ่ายตอนแดดเปรี้ยงๆ
แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรเปิดแฟลชช่วยลบเงาบนใบหน้า

เน้นฮาๆ สนุกสนาน จะช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้กับภาพ ดูกี่ทีก็ไม่น่าเบื่อ
แอ๊คชั่นขำๆ ฮาๆ
แอบถ่าย (Candid)ได้ feeling ที่เป็นธรรมชาติกว่าเป็นไหนๆ


ถ่ายตอนเผลอๆ จะได้จังหวะที่เป็นธรรมชาติ

อย่าถ่ายหน้า ตรงอย่างเดียว เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นภาพติดบัตรซะ เอียงซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ยกไม้ยกมือบ้าง จะได้ดูไม่น่าเบื่อ

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

ถ่ายรูปรับปริญญา ให้สวยโดยใช้วัดแสง

1 ถ่ายกลางแจ้ง วัดแสงหนักกลางหรือเฉพาะจุดที่หน้าแบบ under 1.5 , 1.7 หากมีแฟรช เปิดแฟรชตั้ง under 1.5 - 2 stop และอย่าให้ ฉากหลังสว่างไปน่ะครับ

2 ถ่ายในร่มใช้ระบบวัดแสงแบบไหนก็ได้ วัดที่ฉาก ล็อคแสง แล้วจัดองประกอบที่ แบบ เปิดแฟรช under .5 - 1 stop iso สูงหน่อยก็ดี (ถ้าเป็นฟิลม์ iso 200 ก็พอ ถ้า400ก็ดี
ถ้านางแบบหน้าขาวแบบสาวหมวย การไปวัดแสงเฉพาะจุดที่หน้าแล้วชดเชยอันเดอร์เกือบสองสตอป อาจทำให้นางแบบเปลี่ยนเชื้อชาติจากขาวหมวยกลายเป็นนางแบบลูกครึ่งอัฟริกัน-อเมริกันไปได้ไม่ยากเย็นเลยนะครับ ถ้านางแบบหน้าดำมากๆนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมไม่เคยเจอบัณฑิตที่ไหนปล่อยให้หน้าดำๆในวันงานซักคน เจอแต่แต่งหน้าจนขาวใสปิ๊งๆกันหมด แฮะๆๆๆ ถ้ามั่นใจว่าชดเชยแสงได้ดี วัดแสงเฉพาะจุดที่หน้าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะจะไม่ถูกหลอกจากครุยขาว ดำ แดงซึ่งมีผลทำให้ภาพสีเพี้ยนไปได้เยอะแล้ว แต่ถ้าไม่ชัวร์ วัดMatrix แล้วชดเชยแสงค้างไว้แบบคุณ Charles แนะนำจะพอไว้ใจได้มากกว่าครับ
พิจารณาที่ตัวแบบเป็นหลัก ครับ.. โดยทั่วไปผมใช้เฉลี่ยทั้ง ภาพแล้วชดเชยแสงเอา เพราะ ใช้ความเคยชิน แล้ว ชัวร์สุดเพราะ สามารถแคนดิด ได้อย่างรวดเร็ว.. ทั้ง นี้ ถ้า มีเวลานะครับ.. ก็ จะ วัดแสงเฉพาะจุด แล้ว.. ชดเชยแสงเอาตามหลักการชดเชยแสง และสิ่งที่อยากไำด้นะครับ..ทั้งนี้ จะยะ ของการถ่าย จะโดนชุดครุยนหลอกได้ง่ายครับ โดยเฉพาะชุดสีดำถ้า แสงหน้ากับหลัง ต่างกันมากอาจใช้รีเฟล็กเปิดเงา หรือ ฟิลแฟลช ช่วย ได้แก่..

1 แสงธรรมชาติ.. ฉากหลังกะ หน้า สว่างพอๆ กัน.. วัดที่หน้าตัวแบบไปเลยครับ. หรือเฉลี่ยทั้งภาพ ก็ได้ ถ้า น้อง เค้า ขาวๆ ก็ + 1-1.5 สตอปไปเลย.. ทั้งนี้ ดู ที่หน้านางแบบด้วย ครับ ว่า สีผิวเป็นยังไง ถ้า จะฟิลแฟลช ก็ -1 ถึง -2 สตอป ครับโดยทั่วไปกรณีนี้..ผมจะไม่ชอบใช้แแฟลชครับ.
2 ถ้า เ้ป็นช่วงสายๆ หรือ เที่ยง ที่หน้าจะเกิดเงาใต้ตา..แล้วตัวแบบขาวมาก.. ก็จะเปลี่ยนจาก วัดแสง + เป็น วัดแสงพอดี แล้วฟิลแฟลช ช่วยไปอีกครับ.. พอดี หรือ + 1 สตอป.. เพิ่อลบเงาที่ต่างกันมากๆ..














3 แสงแบบ ช่วงฟ้า ขะมุกขะมัว ดู เทาๆ.. อันนี้ อาจต้อง ใช้แฟลช ฟิลอืน ช่วงให้นางแบบ ดู สดใสกว่า ฉากหลังเล็กน้อย นิยม วัดแสง พอดี หรือ +.5-1 สตอป เพื่อให้ภาพ ดู สดใสหน่อย .. แฟลช ลบ 1 สตอปถึง พอดี ครับ..
4 กรณีถ่าย ย้อนแสง หลีกเลี้ยง ลำบาก ..หรือพื้นที่จำกัด.. จะ ขึ้นกับระยะ ตัวแบบกันเรา แล้วครับ.. ถ้า ห่าง มาก แสง ที่ ย้อน มีผม หลอก ระบบวัดแสงของแฟลช สูง.. ผมจะ + 1-3 สตอป ไปเลย เพื่อไม่ให้หน้านางแบบ ดำ แล้วแต่ ว่าแสงหลัง จ้าแค่ไหน.


อันนี้ แบบกะ ฉากหลัง แสงใกล้เคียงกันครับ..ผมวัดแสง เฉลี่ย..ชดเชย + 1.3 สตอปวิธีนี้ สะดวกดีเวลาแคนดิด.. แต่ ต้องชดเชยแสง แม่นๆ นะครับ..

อันนี้แสง ขมุกขมัวเล็กน้อย.. สังเกตน้องด้านหลัง.. ที่เบลอๆ.. ฟิลแฟลชเล็กน้อย ถ้าต้องการให้ น้องของเรา เด่นขึ้น.. D70+18-70 วัดแสงเฉลี่ย.. +2/3 สตอป แฟลชพอดี

อย่างภาพ นี้ หลัง มืดหน่อย.. หน้าก็เทาๆ.. แสงในร่ม ต้อง เติมแสงให้สดใสขึ้นครับ.. ไม่งั้นแบบ จะแบน.. วัดแสงพอดี .. + แฟลช วัดแสง พอดี..
คราวนี้ มาดูถ้าใช้แบบเฉลี่ยหนักกลางบ้าง..ภาพนี้ .. ครุยดำครับ.. วัแสงเฉลี่ยหนักกลาง ลบ 2/3 สตอป แฟลช +-0เทียบกับภาพที่ 2 นะครับ.. -2/3 EV เหมือนกัน แต่ ไม่ ยิงแฟลช.. ดูธรรมชาติดีแต่ แบบ..จะเกิดเงา ใต้ตา.. และบริเวณหน้า..
การใช้วัดแสงเฉลี่ยหนักลาง..ผมจะในกรณีที่ ฉากด้านหลัง .. สว่างๆ ทะลุๆ.. แบบนี้แหละครับเพราะ.. แสงด้านหลังจะหลอกเรา มากถ้าใช้เฉลี่ยทั้งภาพ ทั้ง นี้ การชดเชยแสง.. สำหรับชุดครุยสี ต่างๆ . ต้องดูให้ดีครับ..เปรียบเทียบภาพ แบบ แสง จัดๆ ให้ดู.ตอน 5 โมง แล้วนะครับ..แสงข้างมาแรงมาก.. ภาพแรก .. วัดแสงเฉลี่ยหนักกลาง.. -2/3 สตอป เงาแข็งมาก.. ดูเหงื่อ ครับ.. ร้อนสุดๆ..

ภาพ ที่ 2 ฟิลแฟลช ช่วย .. -1/3 สตอป .. ลบเงาไปได้ เยอะ .. แต่ก็แล้วแต่คนชอบนะครับ..
ระบบวัดแสงแบบต่างๆ อยู่ที่เราสร้าง ความคุ้นเคยและใช้มันอย่าถูกสถานการณ์ครับ.. จะทำให้ภาพ ได้อารมณ์ อย่างไร หรือ สดใสแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเรา. แต่ละมหาวิทยาลัย..บรรยากาศ และ .. สภาพแวดล้อม ชุดที่บัญฑิตใส่.. ล้วนมีผมต่อการวัดแสงและ ระบบที่เลือกใช้.. ทั้งนั้น ครับ.ผมว่าทั้งนี้ การเลือกแสงและสถานที่ ที่จะถ่ายสำคัญกว่าครับ.. เพราะ ความแตกต่างของแสง.. ทำให้ภาพ ออกมาสดใส และ สีสันต่างๆ กัน. แล้ว เราจะเลือกเติมแสงแบบไหน.. มากกว่า.. ผมเอง ชอบแสงธรรมชาติ แต่หลายครั้ง ต้อง เลือกใช้แฟลช และ ใช้มันอย่าง ถูกที่ ถูกเวลา ครับ.. เพื่อเก็บรายละเอียดภาพ ที่ มีความแตกต่างของแสง สูงๆครับ..ใช่บ่อยๆ คงเป็นเวลาถ่ายเก็บฉากหลัง ที่เป็นตึก อาคาร..กะฉากหน้า
..ภาพแรกใช้แฟลช ..

ภาพที่ 2 ไม่ใช้ ดูเงาที่เกิดขึ้น ครับ.. ทั้งนี้ .. ถ้าเราให้ภาพ โอเวอร์กว่า นี้ เพื่อให้หน้าสว่างขึ้น รายละเอียดส่วนที่โดนแสงคงหายไปหมดแล้วครับ..


ภาพที่ 3 อยากได้ฟ้าแบบนี้่.. ผทก็ วัดแสง.. หลัง + 1 เอาฟ้า ไว้.. แล้วก็ แฟลช + 1 เพื่อส่อง หน้า น้องๆ.ให้สว่าง ทั้ง นี้.แฟลชจะโดนฟ้า หลอกว่า สว่าง อยู่แล้ว.. เลยต้อง บวกเยอะ หน่อย.. . นอนถ่าย ครับ..
เลยไปเรื่องแฟลช แล้ว.. กลับมาที่การวัดแสงต่อ.. อิอิ..เห็นเค้า ถือรีเฟล็กกัน.. ผมเองก็ใช้ครับเวลาแสง น้อยๆ จริงๆ.เห็นหน้าอย่างนี้.. ผมวัดเฉพาะจุด + 1 ไว้ ล้วงหน้าเลยครับ.. ชุดขาวผม โดยเฉพาะสาวๆ.. ว่าวัดแสง.งแล้วก็ ถ่าย ง่ายสุดเลยครับ.. ภาพ แรก แสงนีออน ตอน.. 6 โมง กว่าๆ แล้วครับ.. แสงหมดแล้ว.. ถ่าย ในตึก
แสงยิ่ง น้อย.. เรายิ่งต้องเติมแสง.. ภาพที่1 ถ่าย โคลสอับ.. ตอน เกือบทุ่ม.. ใช้รีเฟล็ก สะท้อนแสงท้องฟ้าที่เหลือเพราะ ข้างๆ มืดหมดแล้ว.. .. เอาแฟลชยิงเฉียงข้างเบาท์การ์ตเอา....วัดแสงที่หน้า + 1 เหมือนเดิม.. แฟลช -1 เติม แสง ข้าง เล็กๆ.. ภาพที่ 2 วัดแสง + 1 สโลซิงค์ ชัตเตอร์ เกือบ 1 วิ.. ถ่าย ตอน 1 ทุ่ม .. ยิงแฟลช+1 สะท้อนบอร์ด ข้างๆ.. ภาพ ที่ 3 สี สัน เต็มเลย.. อย่างนี้ ..อยากให้แบบ สว่างหน่อย ซึ่ง ตัวแบบ หน้่าขาวกว่ารอบๆอยู่แล้ว วัดแสง พอดี หรือ + ไม่เกิน 2/3 ได้เลยครับ..